ความสำคัญของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร จากอดีตถึงปัจจุบัน

การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารเพื่อการส่งออก ได้เริ่มต้นในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3-4 (พ.ศ. 2515-2524) รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมการแปรรูปสินค้าเกษตร โดยการนำเอาเทคโนโลยีการผลิตจากต่างประเทศเพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรส่วนเกินเพื่อทดแทนการนำเข้าและเพื่อเพิ่มการส่งออก เช่น การผลิตนมข้นหวาน ผักและผลไม้กระป๋อง รวมถึงการใช้เครื่องจักรทุ่นแรงและส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น เริ่มมีการกระจายการผลิตไปสู่พืชการค้าที่เป็นที่ต้องการในตลาดโลก เช่น ปอ ข้าวโพด มันสำปะหลัง และสับปะรดทำให้อุตสาหกรรมอาหารของไทยผลิตสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของของตลาดโลกได้มากขึ้น ก่อให้เกิดรายได้จากการส่งออกอาหารแปรรูปเพิ่มขึ้นตามลำดับ ช่วงเวลานี้จึงถือเป็นยุคเริ่มต้นแห่งการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ส่งผลให้จำนวนโรงงานในภาคอุตสาหกรรมอาหารได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดต่อมาในช่วงเวลา แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5-6 ที่รัฐบาลได้ปรับแนวคิดใหม่ในการพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าและส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าและภาวะเงินเฟ้อ มีการกำหนดให้อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในสามของอุตสาหกรรมเป้าหมาย และมีการขยายฐานการผลิตไปสู่สินค้าใหม่ๆ ที่มีลู่ทางการตลาดสูง เช่น ข้าว ข้าวโพด ผัก ผลไม้ สมุนไพรและเครื่องเทศ ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เกิดการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก รวมถึงภาคการผลิตของไทยได้พัฒนาจนมีความชำนาญในการผลิตมากขึ้น อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องและเกิดผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภทมากขึ้น

ในช่วงปลายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 กลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีความพร้อมจนกลายเป็นช่วงยุคทองของการส่งออกช่วงที่ 5 ยุคของการเปิดเสรีทางการค้าผนวกกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ทำให้ตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมอาหารของไทยได้พัฒนาจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ากลายเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้นทั้งในแง่ของประเภท รูปแบบและบรรจุภัณฑ์ ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก

วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในปี 2540 ทำให้ประเทศไทยต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศอย่างรุนแรง ผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดประสบผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งในส่วนของเงินกู้และความผันผวนของค่าเงินในช่วงต้นของวิกฤต แต่ผลของระบบค่าเงินแบบลอยตัวได้ส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อมา เนื่องจากส่งผลให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยมีความได้เปรียบทางด้านราคาในตลาดโลก และการปรับโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรมภายหลังวิกฤตการณ์ได้สร้างความสามารถในการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยอีกครั้ง และอุตสาหกรรมอาหารได้กลายเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมที่นำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก

ในช่วงเวลาตั้งแต่ ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมอาหารของไทยได้พัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศสูงสุดของประเทศ ก่อให้เกิดการจ้างงานจำนวนเกือบหนึ่งล้านคนและมีมูลค่าการส่งออกเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ห้าแสนล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ภาวการณ์ของอุตสาหกรรมอาหารของไทยเริ่มเผชิญกับอุปสรรคทั้งจากภายในและภายนอกมากขึ้น เนื่องจากการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากการปกป้องอุตสาหกรรมของประเทศผู้นำเข้าที่เริ่มใช้มาตรการด้านการค้าระหว่างประเทศที่ถูกหยิบยกไปใช้ในเชิงกีดกันทางการค้ามากขึ้น การเกิดใหม่ของประเทศผู้ผลิตสินค้าอาหารที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าของไทย เช่น เวียดนาม และอินเดีย รวมทั้งการที่ผู้ประกอบการของไทยส่วนใหญ่ยังคงทำการผลิตในลักษณะของการรับจ้างผลิต โดยไม่มีตราสินค้าเป็นของตนเอง ขาดการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการผลิตหรือการดูแลคุณภาพและวางระบบการบริหารวัตถุดิบที่สำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร