แผนแม่บทการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอาหารในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 2

ตอนที่ 2

ความเป็นมา

จากสถานการณ์ความท้าทายในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมอาหารในตลาดโลก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารด้วยการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารของประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าและพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางนอกจากนี้ อุตสาหกรรมอาหารยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลทางการเกษตร เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้วัตถุดิบหลักคือ สินค้าเกษตร  หากอุตสาหกรรมอาหารมีการขยายตัว ก็น่าจะเป็นการช่วยส่งเสริมให้ผลิตผลทางการเกษตรมีมูลค่าสูงขึ้นด้วยซึ่งก็คือ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรขั้นปฐม(Primary product)เพื่อนำไปแปรรูปเป็นสินค้าขั้นกลาง (Intermediate product) หรืออาจนำไปแปรรูปเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย (Final product)พร้อมบริโภค ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้มีศักยภาพทางการตลาด นอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารโดยตรงแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมและกระจายรายได้ที่เชื่อมโยงสู่กลุ่มคนในภาคการเกษตรรวมทั้งกระตุ้นการผลิตและการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอีกด้วย  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืนและขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

รัฐบาลได้ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกจึงได้กำหนดนโยบายด้านต่างๆ เพื่อเข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย  ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหาร และใช้ประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ  และเน้นให้เอกชนเข้ามาร่วมทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรมมากขึ้น  ซึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม  โดยเร่งส่งเสริมการลงทุนวิจัยและพัฒนา และผลักดันสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม  พัฒนาผู้ประกอบการให้เป็นผู้ประกอบการทางเทคโนโลยี และพัฒนาสภาพแวดล้อมของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม และในกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2558-2577) รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลาง โดยต้องเพิ่มอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 5.0-6.0 ต่อปี ในอีก 15 ปี และรายได้ต่อหัว เพิ่มขึ้นเป็น 12,400 ดอลลาร์ สรอ. ต่อปี  โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่

  1. การพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารที่มีศักยภาพในการแข่งขันเพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ โดยพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารทั้งระบบครบวงจร โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนากลุ่มสินค้าเกษตรที่สร้างความมั่นคงอาหารและสร้างรายได้จากการส่งออก
  2. การพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ของผู้ประกอบการไทยในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการรูปแบบใหม่ให้มีจุดเด่น และสามารถต่อยอดด้วยความคิดและนวัตกรรม  พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย เพื่อสนองตอบผู้บริโภคทุกระดับ และรณรงค์ส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการเห็นความสำคัญในการสร้างเครื่องหมายการค้าของตนเอง และสร้างภาพลักษณ์สินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก
  3. การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากลให้มีการรวมกลุ่มคลัสเตอร์ที่เข้มแข็งเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยการพัฒนาปัจจัยแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ พัฒนาและยกระดับผู้ผลิต ผู้รับช่วงผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์  และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น  รวมทั้งส่งเสริมให้เติบโตอย่างสมดุลตามศักยภาพของพื้นที่ด้วยการกำหนดธุรกิจที่มีศักยภาพและเชื่อมเครือข่ายธุรกิจและเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการด้วยภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของท้องถิ่น  ตลอดจนสนับสนุน SMEs ที่มีศักยภาพขยายการลงทุนไปในต่างประเทศ
  4. การยกระดับศักยภาพของสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ไทยให้ก้าวไกลสู่สากลซึ่งเป็นช่องทางในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน เป็นต้นซึ่งความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
  5. การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและสถาบันเกษตรกรเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนและกลุ่มประชาชน/เกษตรกรในชุมชนให้เป็นฐานรากสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งให้สามารถพึ่งพาตนเอง โดยในส่วนของการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน จะเน้นการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ สร้างเครือข่ายตลาด จัดตั้งกองทุนวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมการเรียนรู้ในการประกอบวิสาหกิจชุมชน และเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับการพัฒนาสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เป็นต้น จะให้ความสำคัญกับเพิ่มศักยภาพการเชื่อมโยงระบบการผลิตกับตลาด ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ระบบสหกรณ์เป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมชุมชน รวมทั้งพัฒนาการเรียนรู้และทักษะการสหกรณ์สู่วิถีชีวิตประชาชนนอกระบบการศึกษา