สถานการณ์แรงงานนอกระบบจังหวัดเชียงราย

แรงงานนอกระบบ 5

สถานการณ์แรงงานนอกระบบจังหวัดเชียงราย

กระทรวงแรงงานได้กำหนดระเบียบการหยุดประจำสัปดาห์สำหรับลูกจ้างแรงงาน ดังนี้ 1.ต้องไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน โดยมีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน 2.ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ (ยกเว้นลูกจ้างรายวัน รายชั่วโมงหรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย) 3.นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้า กำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้ 4.งานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร  งานอื่นตามที่กฎกระทรวงฯ กำหนด นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้า สะสมและเลื่อนวันหยุดประจำสัปดาห์ไปเมื่อไดก็ได้ ผลการสำรวจพบว่า แรงงานนอกระบบที่ระบุวันหยุด 1-2 วันร้อยละ 20.92 ที่ไม่ระบุ มากที่สุดร้อยละ 72.72

การทำงานของแรงงานนอกระบบในภาพรวมส่วนใหญ่จะทำงานในอาชีพปัจจุบันมากที่สุดคือ ช่วงระยะเวลา  10-20 ปี ร้อยละ 38.94 รองลงมาคือทำงานมาแล้วในระยะเวลา 10 ปี การสอบถามในการสำรวจครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อนที่สอบถามระยะเวลาทำงานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปเป็นคำตอบที่อาจไม่ชัดเจน เพราะระยะเวลากว่า 5 ปี กว้างเกินไป แต่การสำรวจครั้งนี้ได้ขอให้ระบุระยะเวลาที่ซอยย่อยออกไปเป็นช่วงๆ ระยะ ช่วงละ 10 ปี ทำให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น โดยพบว่าผู้ตอบจำนวนไม่น้อยที่ตอบว่าทำมานานกว่า 30 หรือมากกว่า 41 ปี ขึ้นไป

ในด้านค่าตอบแทนหรือรายได้นั้น แบ่งคำถามออกเป็น 3 ส่วน คือการรับจ้างแรงงานที่ได้รับต่อชิ้นงาน การทำงานรายวัน และรายเดือน ผลการศึกษาครั้งนี้พบว่า ในส่วนแรกที่ทำงานโดยรับค่าจ้างต่อชิ้นงาน จะได้รับค่าตอบแทน ต่ำกว่า 100 บาท ต่อชิ้นงานมากที่สุด ร้อยละ 49.27 ผู้ที่ทำงานรายวันจะได้รับเงินค่าตอบแทนรายวันต่ำกว่า วันละ 500 บาทมากที่สุด ส่วนแรงงานนอกระบบที่ทำงานรายเดือนจะได้รับค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง มากกว่า 5,001 บาท ขึ้นไป มากที่สุดร้อยละ 76.88

ส่วนที่ 4 การเป็นสมาชิกในกลุ่มองค์กร

กลุ่มตัวอย่างแรงานนอกระบบในจังหวัดเชียงราย ส่วนใหญ่ไม่เป็นสมาชิกองค์กรใดๆ ร้อยละ 58.24 การที่ไม่เป็นสมาชิกอาจเกิดจากปัญหาหารสื่อสารประชาสัมพันธ์ ไม่ทราบเรื่องแรงงานนอกระบบควรต้องรีบสร้างความเข้าใจ เพราะเป็นเรื่องของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่ไม่สามารถช่วยตนเองได้ในยามคับขัน โดยความจริงแล้วจะมีแรงงานนอกระบบที่มีความพร้อม มีสภาพฐานะทางสังคมและไม่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ กลุ่มแรงงานนอกระบบเหล่านี้อาจมีเพียงจำนวนน้อย ดังนั้นจึงควรมุ่งเป้าไปที่แรงงานยากจนและมีปัญหาเป็นอันดับแรก  จากการสอบถามต่อไปเรื่อง การเข้าร่วมกลุ่มองค์กร พบว่าเป็นกลุ่มแม่บ้านหรือกลุ่มสตรีอาสา ซึ่งมีถึง ร้อยละ 27.28ซึ่งเป็นกลุ่มทางสังคมปกติทั่วไป ที่อาจมีบทบาทน้อยต่อกลุ่มแรงงานนอกระบบ ที่เป็นไปตามเงื่อนไขต่อแรงงานที่ประกอบอาชีพในแต่ละอาชีพที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและการได้รับสิทธิด้านสวัสดิการที่แตกต่างกัน

จากการสอบถามถึงการเข้าร่วมสมาชิกในกลุ่มที่เป็นทางการ 6 กลุ่มใหญ่ พบว่า ร้อยละ 38.30 เป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรรม กลุ่มแม่บ้าน และกลุ่มอาสาสมัคร นอกจากกลุ่มเหล่านี้ แรงงานนอกระบบได้เข้าร่วมกับกลุ่มย่อยๆ ทีมีอยู่ทั่วไปในอำเภอต่างๆ เช่น กลุ่มจักสาน กลุ่มแปรรูปอาหาร กลุ่มเย็บผ้าพรมเช็ดเท้า กลุ่มก่อสร้าง กลุ่มจักสาน กลุ่มด้านทรัพยากรสิ่งแวดล้อม กลุ่มตัดเย็บผ้า กลุ่มทอเสื่อ เป็นต้น กลุ่มต่างๆเหล่าเป็นการรวมตัวกันทางอาชีพที่มีความสนใจร่วมกัน รวมกลุ่มเพื่อประโยชน์ทางการค้าการลงทุนขนาดเล็ก แบบไม่เป็นทางการ ไม่มีข้อตกลงเรื่องสวัสดิการเช่นองค์กรของแรงงานในระบบ หรือการรวมกลุ่มหรือชมรมอื่นๆที่ก่อตั้งขึ้นมาเองหรือ เช่น  กลุ่มรถผู้ขับรถ กลุ่มออมทรัพย์บ้านมั่นคง กองทุนฟื้นฟู  กองทุนสวัสดิการกองทุนวันละ 1 บาท เหล่ากาชาด ชมรมผู้พิการ เป็นต้น

กลุ่มองค์กรทางด้านเศรษฐกิจมีความสำคัญต่อการดำเนินงานภาคธุรกิจ กาค้า การลงทุน แต่เนื่องจากแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ทำงานภาคเกษตรกรรม จึงเป็นการเข้าร่วมกลุ่มด้านเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งมีจำนวนน้อยเพียง ร้อยละ 15.36 เท่านั้น เช่น กลุ่มเกษตรสัมพันธ์ กลุ่มของใช้และจักสานของหมู่บ้าน กลุ่มข้าวชุมชน กลุ่มแปรรูปอาหาร กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มเย็บผ้าของหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ กองทุนเงินล้าน แต่ก็พบว่าแรงงานนอกระบบได้เข้าร่วมกลุ่มอาชีพอื่นๆอีก เช่น จักสาน ผลิตภัณฑ์จากผ้า อาหาร/แปรรูปอาหาร/เครื่องดื่ม ของใช้/ของที่ระลึก สมุนไพร/ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร เป็นต้น ซึ่งที่จริงแล้วคือ กลุ่มอาชีพตามการส่งเสริมจากภาครัฐให้มีกลุ่มพัฒนาอาชีพเกิดขึ้นในชุมชน โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งพบว่าแรงงานนอกระบบจังหัดเชียงรายได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มย่อยเล็กๆจำนวนมาก เช่น ปลูกมะนาวในท่อ ปุ๋ยหมัก ผลิตข้าวโพด พลังน้ำไฟฟ้า ยางพาราลี้ยงสัตว์สวนยางพารา รถสามล้อรับจ้างเป็นต้น

ในการเป็นสมาชิกและมีสิทธิด้านสวัสดิการและการออม (ระดับชุมชน, เอกชน, หน่วยงานรัฐ) ของแรงงานนอกระบบ เป็นเรื่องที่ตื่นตัวและมีความสนใจจึงเป็นสมาชิกถึง ร้อยละ 78.34 จำนวน 24 กลุ่มองค์กรที่มีสวัสดิการให้สมาชิก ซึ่งนับว่าเป็นผลดีระดับหนึ่งที่แรงงานนอกระบบมีความตระหนักถึงสวัสดิการของตนที่ควรจะได้รับ เช่น กลุ่มกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มกองทุนออมทรัพย์ กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ และทางด้านการเงินและการออม เช่น กองทุนเงินล้าน กองทุนในหมู่บ้าน กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร กองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นต้น

เมื่อสอบถามถึงการเป็นสมาชิกและมีสิทธิด้านสวัสดิการและการออมในระดับชุมชน เอกชน หรือหน่วยงานรัฐ พบว่า กองทุนหมู่บ้าน มีจำนวนมากที่สุด ร้อยละ 78.9 ของกลุ่มแรงงานนอกระบบที่เป็นสมาชิก รองลงมาคือกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และสวัสดิการชุมชน อย่างไรก็ตามผลการสำรวจครั้งนี้พบว่า มีแรงงานอกระบบจำนวนไม่น้อยที่เป็นสมาชิกสวัสดิการมากกว่าหนึ่งแห่ง

ส่วนที่ 5 ความปลอดภัยในการทำงาน

ในส่วนนี้จะครอบคลุมถึงการได้รับสวัสดิการอื่นๆนอกเหนือไปจากค่าตอบแทน ความปลอดภัยในการทำงานที่ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพ ร่างกายและจิตใจ แรงงานส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.14ไม่ได้รับสวัสดิการอื่นๆ ซึ่งการสำรวจครั้งที่ผ่านมามีแรงงานที่ไม่ได้รับสวัสดิการใดๆ สูงถึง ร้อยละ 91.7การได้รับสวัสดิการอื่นๆนอกเหนือไปจากค่าตอบแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าที่พักอาศัยค่าอาหาร ค่าล่วงเวลา การคลอดบุตร ค่าคอมมิชชั่น ค่าทดแทน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเบี้ยประกันชีวิตอุบัติเหตุ

นอกเหนือจากสวัสดิการที่ได้รับจากค่าจ้าง ปัญหาความปลอดภัย ในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญของชีวิตการทำงานชองแรงงาน ผลการสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า แรงงานส่วนใหญ่เคยได้รับบาดเจ็บจากการทำงานถึง ร้อยละ 66.73 แตกต่างตรงกันข้ามจากการสำรวจครั้งที่แล้วที่ส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับอุบัติเหตุถึง ร้อยละ75.00 และเนื่องจากแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรกรรม จึงมักจะได้รับอุบัติเหตุจาการทำงานในไร่นา ดังนั้น จึงถูกของมีคมบาดและทิ่มแทงร่างกาย มากเป็นอันดับแรก รวมทั้งผลัดตกหกล้ม และการสัมผัสจากสารเคมีที่เป็นยาฆ่าแมลง ฆ่าหญ้า และปุ๋ยเคมี นอกจากนี้จะได้รับบาดเจ็บตามลักษณะการประกอบอาชีพ เช่น ขาขาดเนื่องจากเครื่องนวดข้าว แพ้ยาฆ่าแมลง ถูกแมลงกัดต่อย หกล้มในไร่นา นั่งทำงานเป็นเวลานานทำให้ปวดหลัง เป็นต้น แต่โดยภาพรวม แรงงานนอกระบบทั้งหมดเชื่อว่าตนเองไม่มีปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการทำงาน มากถึง ร้อยละ 89.15ถ้ามีจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น เช่น  การเคลื่อนไหวร่างกาย ปวดหลังปวดขา เจ็บเข่า

ส่วนที่ 6 ปัญหาด้านสุขภาพที่เกิดจากการทำงาน

ผลจากการสำรวจครั้งนี้พบว่าแรงงานนอกระบบประเมินสุขภาพตนเอง พบว่า ส่วนใหญ่เชื่อว่าตนเองไม่มีปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการทำงาน ร้อยละ 89.15ความหมายของสุขภาพจะกว้างกว่าการเจ็บป่วยเพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทุกเวลา แต่ก็สามารถป้องกันได้ การสอบถามเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องทั้งร่างกายและจิตใจ เป็นการมองสถานการณ์สุขภาพเชิงบวก

สำหรับผู้ที่ตอบว่าสุขภาพตนเองไม่ดีนั้น เป็นเพราะมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรังและมีอาการบาดเจ็บมาก่อน เช่น เคยกระดูกกระดูกข้อเท้าหัก มีอาการทางสายตา กล้ามเนื้ออ่อนแรงกระดูกแตกกระดูกทับเส้นประสาท พิการขาดขาด เจ็บขามีอาการชา ความเครียด ความดันสูง เป็นต้น

ส่วนที่ 7 สาเหตุความเจ็บป่วยจากการทำงาน

แรงงานนอกระบบ จำนวน 4,037 คนหรือ ร้อยละ 65.01 ตอบว่าไม่มีปัญหาอันเนื่องมาจากการทำงานในปัจจุบัน ผู้ที่มีปัญหา เชื่อว่าเพราะทำงานหนัก ทำงานต่อเนื่องนานเกินไป ทำงานไม่ตรงเวลา ชั่วโมงการทำงานมากเกินไป และลาไม่ค่อยได้พักผ่อน

ส่วนที่ 8 ปัญหาความไม่ปลอดภัยในสถานที่ทำงาน

แรงงานนอกระบบที่ทำงานในภาคเกษตรกรรมตอบว่าความไม่ปลอดภัยในการทำงานคือการได้รับพิษจากสารเคมีที่ใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นปัญหาเช่นเดียวกับการสำรวจครั้งก่อนหน้านี้ที่ มีร้อยละ 37.60 แต่ผลจากการศึกษาครั้งนี้ ตอบว่ามีปัญหา ร้อยละ 46.85 แสดงให้เห็นว่า ได้เกิดความรู้และมีความวิตกสูงต่อการใช้สารเคมีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมว่าสารเคมีมีอันตรายต่อร่างกาย ปัญหาอื่นๆที่เหลือคือการใช้เครื่องจักรหรือเครื่องมือเป็นอันตราย รวมทั้งอันตรายจากสถานที่ทำงาน ที่ส่งผลต่อสายตาและหู ความสะอาดไม่พอ อากาศไม่ถ่ายเท และฝุ่นละออง

ส่วนที่ 9 ปัญหาจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน

แรงงานนอกระบบทั้งหมดส่วนใหญ่ มีความคิดเห็นว่าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่มีปัญหาร้อยละ 69.23 ความหมายของสิ่งแวดล้อมในนัยนี้จะแตกต่างกับปัญหาความปลอดภัยที่เกิดจากการกระทำ เช่นการใช้สารเคมี หรืออันตรายจากเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบอาชีพ สำหรับสาเหตุของปัญหาที่พบคือ ฝุ่นละออง ควันและกลิ่น มีเสียงดังเกินไป อิริยาบถในการทำงานต้องนั่งนานๆ และสถานที่ทำงานไม่สะอาดเพียงพอ

ส่วนที่ 10 แหล่งที่มาของค่ารักษาพยาบาล

เมื่อสอบถามถึงแหล่งที่มาของค่ารักษาเมื่อเจ็บป่วย แรงงานนอกระบบจะใช้บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากถึงร้อยละ 81.42  ซึ่งมีสูงกว่าการสำรวจที่ผ่านมาที่พบว่ามีเพียง ร้อยละ 55.60 เท่านั้น แสดงให้เห็นว่า แรงงานนอกระบบได้ตระหนักถึงความคุ้มครองสุขภาพหากมีความเจ็บป่วนเกิดขึ้นขณะที่ทำงาน รองลงมาคือจ่ายค่ารักษาเองเพียง ร้อยละ 26.18 ซึ่งผลการสำรวจครั้งก่อนแรงงานนอกระบบจะจ่ายเงินเองถึง ร้อยละ 40.00 แสดงให้เห็นว่าแรงงานนอกระบบได้เห็นความสำคัญของการใช้บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากขึ้น ถึง ร้อยละ 25.83 นอกจากนี้แรงงานนอกระบบที่มีแหล่งอื่นๆ ที่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายคือ เช่น บัตรผู้สูงอายุ ข้าราชการจ่ายตรง ประกันชีวิต-สวัสดิการชุมชน สวัสดิการ อสม.บัตรทหารผ่านศึก เป็นต้น

ส่วนที่ 11 ปัญหาจากการประกอบอาชีพ

เหตุผลที่ไม่มีปัญหา

ในการสำรวจครั้งนี้พบว่าจำนวนแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่กว่าครึ่งเล็กน้อย ร้อยละ 51.84 เชื่อว่าไม่มีปัญหาในการทำงานเพราะเป็นอาชีพอิสระ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการผลิตและบริโภคเอง มีตลาดรองรับสินค้าที่ผลิตได้เสมอ เป็นทำงานกับครอบครัวเป็นธุรกิจของตัวเอง เพราะเป็นการหารายได้เสริม สถานที่ทำงานมีความปลอดภัยและมีมาตรฐานในการทำงานสูง มีเพื่อนร่วมงานและสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำงานเป็นระบบภายใต้การดูแลของรัฐ ทำงานด้วยความระมัดระวัง โดยมีการวางแผนการทำงานและมีการป้องกันอย่างดี ซึ่งได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และทำงานที่ไม่มีความเสี่ยง

เหตุผลที่มีปัญหา

กลุ่มที่คิดว่ามีปัญหา ได้ให้เหตุผลได้แก่ การใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกวิธีขาดความรู้ การทำงานกลางคืน การทำงานไม่เป็นเวลา การผลิตในราคาต้นทุนสูง การไม่มีหลักประกันราคาและสวัสดิการ การลงทุนมักจะได้ผลผลิตไม่เป็นไปตามที่หวังคือขาดทุน แก้ไขปัญหาพ่อค้าคนกลางที่กดราคาผลผลิตทางการเกษตร  ราคาต้นทุนสูง เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ขาดความเข้าใจอย่างจริงจังในการประกอบอาชีพ และขาดความรู้ทางการตลาด ปัญหาต่างๆเหล่านี้มีความจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข