บาปไม่บาปอยู่ที่เจตนา

8. Humannized health care/การดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจบนพื้นฐานของความรู้

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

"บาปไม่บาปอยู่ที่เจตนา"


ปัญหาเรื่องความรุนแรงในเด็กและสตรีในสังคมไทยยังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่เรายังไม่สามารถเข้าถึงเพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องในครอบครัวไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ถือเป็นเรื่องน่าอายจึงทำให้ผู้ถูกกระทำถูกละเลยและผู้กระทำไม่ได้รับการบำบัดหรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จึงเป็นปัญหาที่หลบซ่อนรอให้พวกเราค้นหาและช่วยกันแก้ไขเยียวยาด้วยหัวใจอย่างแท้จริงโดยไม่มีคำว่าบาปกรรมหรือหลีกเลี่ยงว่าไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำจนกว่าคนนั้นจะเป็นคนที่เรารู้จักหรือเกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่างที่ผมจะเล่าต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและทำให้ผมมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึงและยังคงอยู่ในความทรงจำของผมที่ไม่มีวันลืม

ด.ญ.อายุ 14 ปี เป็นลูกสาวคนเดียว พ่อแม่อาชีพทำนา อยู่ในอำเภอรอบนอก เป็นเด็กเรียบร้อยเรียนเก่งเป็นหัวหน้าห้องเพื่อนๆ รักทุกคนและเป็นที่รักของครูได้รางวัลเรียนดีมารยาทงามของโรงเรียน วันหนึ่งครูเชิญผู้ปกครองไปพบเนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปไม่ตั้งใจเรียนการเรียนตกต่ำไม่เล่นกับเพื่อนๆ ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียวไม่ทำหน้าที่หัวหน้าห้อง แม่เด็กบอกกับครูว่าที่บ้านก็เหมือนกันเด็กไม่ยอมออกไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเมื่อก่อนและยังปัสสาวะใส่ที่นอนทุกวันแม่ต้องซักผ้าปูที่นอนทุกวัน ครูจึงแนะนำให้แม่พาไปหาหมอบอกว่าอาจเป็นโรคเบาหวาน แม่พาเด็กไปตรวจที่รพ. กุมารแพทย์คลำได้ก้อนที่ท้องน้อยสงสัยเนื้องอกจึงส่งปรึกษาสูติแพทย์พอดีผมอยู่เวรตรวจโอพีดีพบว่าเด็กไม่พูดอะไรเลย คลำได้ก้อนที่เหนือหัวเหน่าขนาดประมาณมดลูกตั้งครรภ์ 16 สัปดาห์  จึงนำไปทำอัลตร้าซาวน์พบว่าเด็กตั้งครรภ์ได้16สัปดาห์ จึงส่งเด็กไปให้นักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาซักประวัติอย่างละเอียดพบว่าเด็กไม่เคยมีประวัติใกล้ชิดผู้ชายมาก่อน มีเพียงครั้งเดียวเมื่อประมาณ4เดือนก่อนคุณลุงซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของแม่ได้ขอตัวเด็กไปช่วยดูแลลูกสาวที่กำลังเป็นไข้ ภรรยาลุงเสียชีวิตเมื่อ 6 ปีก่อนมีลูกสาวคนเดียวเรียนอยู่มหาวิทยาลัยในจังหวัด เด็กได้ช่วยเช็ดตัวพี่สาวดูแลจนไข้ลง ลุงขอให้เด็กค้างที่บ้านโดยให้นอนอีกห้องหนึ่ง เด็กให้ประวัติว่าเวลา4ทุ่ม ได้ยินเสียงประตูเปิดแล้วก็จำอะไรไม่ได้เลย จิตแพทย์เชื่อว่าเด็กใช้กลไกในการป้องกันตัวเองโดยการลืม (ถ้าจะให้จำได้ต้องใช้วิธีสะกดจิต) จำได้เพียงว่าตอนเช้ารู้สึกแสบเวลาฉี่และเจ็บบริเวณจิ๋มพร้อมมีเลือดออกด้วย ผมจึงนำข้อมูลที่ได้เข้าหารือในคณะกรรมการช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงของรพ.ซึ่งมีผมเป็นประธาน

คณะกรรมการฯ ตัดสินว่าให้ทำแท้งเพื่อเป็นการช่วยเหลือเด็กที่ควรมีอนาคตไกล ไม่ควรต้องมารับกรรมจากสิ่งที่ลุงทำไว้และควรมีแนวทางในการนำตัวลุงไปลงโทษ ขณะนั้นยังไม่มีพรบ.คุ้มครองเด็ก จึงได้เรียนปรึกษามูลนิธิพิทักษ์เด็กที่กทม. ซึ่งได้แนะนำให้พาเด็กไปแจ้งความจึงจะเอาผิดลุงได้และต้องคำนึงถึงสิทธิเด็กในครรภ์ด้วยกรณีที่จะทำแท้ง

แต่คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นควรทำแท้งเนื่องจากเด็กถูกข่มขืนและครรภ์เพิ่งได้16สัปดาห์เด็กในครรภ์ยังไม่มีสิทธิเนื่องจากเกิดออกมายังไม่มีชีวิตรอด นักสังคมฯ ชักชวนให้แม่พาเด็กไปแจ้งความตามคำแนะนำ  ตอนแรกแม่ไม่ยอมเนื่องจากกลัวว่าพ่อซึ่งเป็นคนอารมณ์ร้อนจะไปทำร้ายลุงซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ แต่ในที่สุดก็ยอมให้นักสังคมฯพาไปแจ้งความในวันอาทิตย์แต่ตำรวจไม่สามารถรับแจ้งความได้เนื่องจากเด็กไม่ยอมพูดสักคำ ผมจึงโทรฯ ปรึกษาอัยการจังหวัดซึ่งเป็นเครือข่ายคณะทำงานด้วย ท่านแนะนำให้ตำรวจเชิญตัวลุงไปสอบสวนในฐานะผู้ต้องสงสัยได้ วันจันทร์ร้อยเวรเชิญตัวลุงไปสอบสวน และโทรฯแจ้งผมว่าจากประสบการณ์เป็นสารวัตรสอบสวน10 ปี เชื่อว่าลุงบริสุทธิ์ ผมจึงขอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาอีกครั้ง เป็นไปได้ไหมว่าเด็กหลอกพวกเรา ซึ่งทุกคนลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าเชื่อเด็กได้และมั่นใจว่าลุงเป็นคนทำ ผมจึงเชิญคุณลุงมาพบที่รพ.ซึ่งก็พบว่าลุงรูปร่างสันทัดยกมือไหว้พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ทำแน่นอนเป็นคนรักหลานและธรรมมะธรรมโมเข้าวัดฟังเทศน์ทุกวันพระ ผมจึงขอเจาะเลือดลุงเพื่อตรวจ DNA ยืนยันความบริสุทธิ์ซึ่งลุงก็ยินยอม ผมจึงเจาะเลือดเด็กพร้อมเจาะน้ำคร่ำส่งตรวจที่คณะนิติเวชคณะแพทย์ฯมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อตรวจDNA ยืนยันความเป็นพ่อแม่ลูก ก่อนทำแท้งผมได้เชิญครูใหญ่มาให้ข้อมูลว่าเด็กเป็นเนื้องอกในท้องแต่จะรักษาด้วยยาจะทำให้เด็กอ่อนแอจึงไม่อนุญาตให้ใครเยี่ยมเพื่อให้ครูใหญ่บอกกับเพื่อนๆที่โรงเรียนจะได้ไม่เป็นห่วง (ผมยอมโกหกครูใหญ่เพื่อให้คนรู้น้อยที่สุดเพื่อประโยชน์ของเด็ก และก็บอกเด็กในทำนองเดียวกันซึ่งเด็กก็รับรู้ว่าเป็นก้อนเนื้องอก) ผมได้ทำแท้งโดยวิธี Condon balloon ซึ่งก็สำเร็จโดยปลอดภัย ผมรู้เลยว่าเด็กเป็นที่รักของเพื่อนๆ จริงเพราะเพื่อนๆได้นำนกกะเรียนที่พับด้วยกระดาษใส่ขวดแก้วมาฝากเป็นพันๆตัว เด็กอยู่โรงพยาบาลราว1สัปดาห์ก็กลับบ้าน 

1 เดือนต่อมาเด็กมาตรวจตามนัดผมจำไม่ได้เพราะเด็กใส่ชุดนักเรียนสะอาดเรียบร้อยร่าเริงแจ่มใส ส่งเสียงทักทายมาแต่ไกลว่าคุณหมอจำหนูไม่ได้เหรอหนูเป็นเนื้องอกคุณหมอรักษาหายไม่มีก้อนแล้วพร้อมกับใช้มือลูบบริเวณท้องให้ดูและยังบอกด้วยความมั่นใจว่าหนูจะเป็นหมอในอนาคตเพื่อมารักษาคนอื่นที่ไม่สบายเหมือนหนู  ผลการตรวจ DNA พบว่า 99.99% เป็นพ่อแม่ลูกกัน ลุงหลบหนีแต่ถูกจับได้และตัดสินจำคุกในที่สุดเด็กคนนี้ให้ความรู้สึกหลายๆอย่างที่มีคุณค่าต่อความเป็นแพทย์ของผม

1. การเป็นแพทย์เราต้องรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวมทั้งกายจิตวิญญาณและสังคม

2. การทำงานให้ครบองค์รวมต้องทำเป็นทีม พร้อมเปิดใจรับฟังความเห็นทุกๆคนก่อนที่จะสรุป

3. แพทย์ต้องมีความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้ถึงที่สุด

4. ถึงแม้เป็นแพทย์เราก็สามารถสร้างความเป็นธรรมให้สังคมได้แม้อาจจะยากลำบากบ้าง

5. ผมมีความสุขมากที่อย่างน้อยได้ช่วยเหลือเด็กคนหนึ่งให้กลับมาร่าเริงเป็นคนดีให้สังคม มีอนาคตที่สดใส(โดยทั่วไปจากการติดตามพบว่าเด็กเหล่านี้หลังคลอดลูกแล้วมักจะเป็นคนที่รู้สึกว่าต่ำต้อย ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีจะไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิต)และที่สำคัญได้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กคนนี้ที่ต้องการจะเป็นหมอเพื่อช่วยผู้ป่วยที่เดือดร้อน ซึ่งผมเชื่อมั่นว่าเธอทำได้ จะเป็นหมอที่ดีในอนาคต

ผมต้องขอขอบคุณทีมงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ขอบคุณพ่อแม่ที่สนับสนุนให้ผมเรียนแพทย์และหวังว่าผู้ป่วยรายนี้คงจะสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเรามีความภูมิใจในวิชาชีพและพร้อมทุ่มเททำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทุกคนอย่างเต็มความสามารถ

การดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นความเจ็บป่วยที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แต่การเจ็บป่วยนั้นอาจเกิดจากการที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำบางอย่างเช่นถูกข่มขืนก็ถือได้ว่าเราต้องแสดงความเห็นใจและพยายามหาทางช่วยเหลือให้ดีที่สุดสำหรับผู้ได้รับผลกระทบนั้น

สิ่งที่เราทำอาจจะไม่มีใครกล้าตัดสินว่าผิดหรือถูกขอเพียงเอาผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นเป็นศูนย์กลาง โดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ เราจะมีความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เดือดร้อนให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้งหนึ่งจึงถือว่าเป็นการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจอย่างแท้จริง