"คาถากันการฟ้องร้อง"

7: Humannized health care (7)/การดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจบนพื้นฐานของความรู้ (7)

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

"คาถากันการฟ้องร้อง"

            ฮิปโปเครติส บิดาแห่งแพทย์แผนตะวันตกได้กล่าวไว้กว่า 2,400ปีมาแล้ว ว่า "To cure sometimes, to relieve often, to comfort always" น่าจะมีความหมายว่า"รักษาโรคให้หายได้ในบางครั้ง ทำให้ทุเลาได้บ่อยกว่า แต่ต้องให้รู้สึกสบายได้ทุกเวลา"

            หมายความถึงว่าการรักษาโรคให้หายขาดนั้นอาจมีได้เพียงบางโรค การช่วยให้อาการทุเลานั้นทำได้บ่อยครั้งกว่า แต่การทำให้คนไข้รู้สึกสบายนั้นทำได้ทุกๆเวลา ท่านได้พยายามเตือนให้เรารู้สึกอยู่เสมอว่าอย่าเอาแต่จะรักษาโรคที่คนไข้เป็นให้หายหรือเพียงแต่รักษาตามอาการเท่านั้นแต่ควรคำนึงถึงความรู้สึกของคนไข้ซึ่งจะต้องรู้สึกสบายอยู่ตลอดเวลาไม่รู้สึกว่าเกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานแม้โรคที่เป็นนั้นจะรุนแรงเพียงใด แต่ในบางครั้งเรามักจะลืมคิดถึงจิตใจของคนไข้ซึ่งก็เป็นคนเหมือนกันกับเรา มักมองเห็นแต่ปัญหาคือโรคที่ป่วยอยู่เท่านั้นมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะวินิจฉัยและรักษาให้ถึงที่สุดแม้บางครั้งวิธีการรักษานั้นจะมีผลข้างเคียงที่รุนแรงหรือส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเขาก็ตาม ผมคิดว่าเราต้องเอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางเคารพในการตัดสินใจของคนไข้และญาติ ที่สำคัญกว่านั้นคือการให้ข้อมูลต้องให้ด้วยใจที่เป็นกลาง ทั้งด้านบวกและลบ ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนที่สุดและไม่ควรเอาความรู้สึกหรือผลประโยชน์ของเราใส่ไปด้วยนอกเสียจากกรณีที่คนไข้ร้องขอให้หมอช่วยตัดสินใจให้(ดังที่ผมได้เขียนไว้ในตอนที่1)

            โดยเฉพาะในปัจจุบันนี้มีการศึกษาวิจัยกับคนไข้อย่างมากมายพวกเราหลายคนที่ต้องการทำการศึกษา บางครั้งมักหวังเพียงให้คนไข้เข้าโครงการด้วยโดยไม่ได้คำนึงถึงผลลบที่อาจเกิดขึ้นกับคนไข้ จึงควรต้องคำนึงถึงสิทธิผู้ป่วยทุกครั้งนอกเหนือจากการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรม เพื่อรักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างคนไข้และทีมแพทย์ที่รักษา จึงควรทำทุกอย่างด้วยความหวังดีต่อคนไข้

            ดังเช่นค่านิยมร่วม(core value)ของรพ.น่านที่ใช้กันมาตั้งแต่ อ.นพ.บุญยงค์ วงค์รักมิตร เป็นผู้อำนวยการว่า เจ้าหน้าที่รพ.น่านทุกคนจะต้อง

            1.ปฏิบัติหน้าที่ให้เต็มความสามารถ (quality care)

            2.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง (risk care)

            3.ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความปรารถนาดีต่อคนไข้และญาติ (humanized care)

            ทุกครั้งที่เราจะรักษาคนไข้ถ้ายึดหลักทั้ง3ข้อนี้จะทำให้ได้ชื่อว่า"ให้การดูแลด้วยหัวใจบนพื้นฐานของความรู้"อย่างแท้จริง เราจะทำงานด้วยความสบายใจไม่ต้องกังวลว่าใครจะมาฟ้องร้องเมื่อผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ โดยเฉพาะเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้นไม่ควรปกปิดแต่ต้องรีบแจ้งให้ผู้บริหารและทีมบริหารความเสี่ยงทราบอย่างละเอียดเพี่อหาทางช่วยให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดและต้องเยียวยาด้านจิตใจของคนไข้และญาติด้วย ทีมแพทย์ไม่ควรหลบหน้าหรือหลีกเลี่ยงแต่ต้องไปเยี่ยมดูแลให้บ่อยครั้งที่สุดเพื่อแสดงความรับผิดชอบและความจริงใจในการรักษา

           ในปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าไปมากทำให้ความคาดหวังของคนไข้และญาติมีมากขึ้น อีกทั้งบางครั้งการมองคนไข้เป็นผู้รับบริการเราเป็นผู้ให้บริการ ทำให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไข้และแพทย์หายไป เมื่อเกิดปัญหาในการรักษาจึงนำไปสู่การฟ้องร้องมากขึ้น ทำให้ผมคิดถึงคนไข้รายหนึ่งที่ผมยังจำได้แม้เหตุการณ์จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม คนไข้เป็นหญิงไทยคู่อายุ35ปีตั้งครรภ์ครบกำหนด อาชีพแม่บ้าน เป็นครรภ์ที่2 ลูกชายคนโตคลอดปกติอายุ10ขวบแล้ว สามีเป็นทหารอยู่ต่างจังหวัด ผมนัดมานอนรพ.เพื่อชักนำให้คลอดเพราะตั้งครรภ์41สัปดาห์แล้วเวลา7โมงเช้าเริ่มมีมูกเลือดออก ปากมดลูกเปิด1-2ซม.ได้รับการรักษาโดยการให้น้ำเกลือ งดอาหารและน้ำและติดตามการคลอดใกล้ชิด 3ชม.ต่อมาได้ทำการตรวจภายในเพื่อดูความก้าวหน้าของการคลอดหลังตรวจเสร็จ ถุงน้ำคร่ำแตกคนไข้บ่นแน่นหน้าอกทันที ผมรีบตะโกนบอกพยาบาลว่าภาวะฉุกเฉินเตรียมช่วยฟื้นคืนชีพเพราะคิดถึงภาวะน้ำคร่ำเข้ากระแสเลือดอุดกั้นในปอด(amniotic fluid embolism) ไม่ทันขาดคำคนไข้หยุดหายใจ เขียว รีบทำการช่วยฟื้นคืนชีพ คนไข้ไม่รู้สึกตัวแต่สัญญาณชีพดีขึ้น ผมได้อธิบายให้สามีรับทราบอาการและแนวทางการรักษาตั้งแต่แรกและบอกความคืบหน้าเป็นระยะๆตลอดจนการพยากรณ์โรคว่ามีอัตราการเสียชีวิตสูง พร้อมกับให้ตามญาติพี่น้องคนไข้ให้มาเยี่ยมด้วย ผมได้รายงานหัวหน้ากลุ่มงานทราบและจัดทีมรักษาประกอบด้วยอายุรแพทย์ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางหัวใจ ไต ต่อมไร้ท่อ ศัลยแพทย์ทางสมองวิสัญญีแพทย์รวมทั้งสูติแพทย์ท่านอื่นๆด้วยเพื่อให้การช่วยเหลืออย่างดีที่สุดเนื่องจากโอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตสูงมาก เมื่ออาการคงตัวแล้วจึงได้ผ่าตัดคลอดและลงท้ายด้วยการตัดมดลูกเนื่องจากเลือดออกไม่หยุดจากมดลูกไม่แข็งตัวและภาวะDIC. ทารกแรกคลอดมีภาวะขาดออกซิเจนแรกเกิดได้รับการดูแลโดยกุมารแพทย์อย่างใกล้ชิดแต่ก็เสียชีวิตในอีก3วัน คนไข้ได้รับการดูแลต่อในICUโดยไม่รู้สึกตัว ผมได้อยู่ดูแลอย่างใกล้ชิดโดยตลอดไม่ได้ไปคลินิกเย็นนั้นอยู่ร่วมกับสามีและญาติ ผมได้อนุญาตให้สามีและญาติเข้าเยี่ยมดูอาการทุกเวลาให้จับมือคนไข้พูดคุยให้กำลังใจ ผมเชื่อว่าคนไข้ยังคงรับรู้ได้และทำให้ญาติมีส่วนในการได้ดูแลคนไข้ทั้งยังเห็นพวกเราช่วยกันอย่างดีที่สุด คนไข้เสียชีวิตราว4ทุ่มวันนั้น ผมและสามีกอดกันร้องไห้ด้วยความเห็นใจ สามีเอ่ยคำขอบคุณนับครั้งไม่ถ้วน แม่คนไข้บอกว่าหมอช่วยดีที่สุดแล้วลูกสาวคงมีบุญอยู่แค่นี้ ผมจึงเชื่ออยู่เสมอว่าถ้าเราทำให้ครบทั้ง3ข้อตามที่ อ.บุญยงค์แนะนำ ก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาฟ้องร้องเราและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคนไข้ระหว่างการรักษาถ้าเราอยู่ร่วมกับคนไข้และครอบครัวพร้อมช่วยเหลือด้วยความเห็นอกเห็นใจย่อมเป็นการดูแลด้วยหัวใจบนพื้นฐานของความรู้อย่างแท้จริง