“โรงพยาบาล.....ความหวังของคนไข้ทุกคน”

Humanized health care
(การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้)

            ปัจจุบันโลกมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกว่าในอดีตมาก มีสิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้นมากมาย ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่สบายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสื่อสารที่สามารถพูดคุยเห็นหน้ากันได้เกือบทุกที่ การคมนาคมที่เดินทางไปได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เชื่อมพื้นที่ทั่วโลกให้ใกล้กัน ความบันเทิงที่ส่งตรงถึงบ้านจากทั่วทุกมุมโลก แม้แต่อาหารหรือสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง เสื้อผ้า สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆสามารถสั่งซื้อออนไลน์ส่งตรงถึงบ้านในเวลาที่รวดเร็ว ทำให้ทุกคนมีความสุขอยู่กับโลกทางวัตถุ อยากมีชีวิตยืนยาวกลัวความตายมากกว่าในอดีต ที่ถือว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่จะต้องเกิดขึ้นกับทุกคน

            หลายคนแสวงหายาหรืออาหารเสริมที่เชื่อว่าจะทำให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น ทั้งที่รู้ว่าการดูแลสุขภาพตัวเองนั้นดีที่สุด ผมชอบประโยคที่คุณแจ็คหม่าพูดเกี่ยวกับสุขภาพว่า

“ถ้าเอากล้วยกับเงินไปวางไว้หน้าลิง ลิงจะเลือกอะไร 
ลิงจะเลือกกล้วยเพราะลิงไม่รู้ว่าเงินซื้อกล้วยได้มากมาย 
แต่เมื่อเอาเงินกับสุขภาพไปวางไว้หน้าคน คนจะเลือกเงิน
ทั้งๆที่รู้ว่าถ้ามีสุขภาพดีจะหาเงินได้อีกมาก
สุขภาพจึงมีค่ามากกว่าทุกสิ่งที่เราคิดว่ามีค่า
ทุกสิ่งที่มีค่านั้นรอได้ แต่สุขภาพรอไม่ได้”

            ทุกคนจึงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการหาเงินจนลืมดูแลสุขภาพ เราควรหาความสมดุลระหว่างงานกับชีวิต ไม่หักโหมด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ควรเอาใจใส่ดูแลสุขภาพตัวเองบ้าง

            หลายคนถามผมว่ายาหมอแสงที่ปราจีนบุรีรักษามะเร็งได้จริงหรือไม่ ผมตอบว่าไม่รู้ ผมรู้เพียงว่าเป็นยาที่ผลิตตามสูตรยาเทวดา ทุกเสาร์อาทิตย์จะมีคนจำนวนหลายหมื่นเดินทางไปที่บ้านหมอแสงเพื่อรอรับยาจำนวน 10 แคปซูล ที่ใส่ถุงเตรียมไว้ให้ แต่ละคนใช้เวลารอนานค่อนวัน มาจากทุกภูมิภาค บางคนใช้เวลาเดินทางเป็นวัน

ทุกคนทนได้ไม่ว่าจะต้องเดินทางมาไกลเพียงใด 
ทุกคนรอได้ไม่ว่าจะต้องรอนานเพียงใด
ขอเพียงมีความหวังที่จะรักษาโรคที่เป็นอยู่ได้

            หลายคนที่มารอรับยาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่ารพ.ที่ไปรักษาบอกว่าโรคลุกลามไปมาก รักษาไม่ได้แล้ว ไม่รักษาแล้ว คนไข้ไม่มีความหวังจากรพ.แล้ว จึงลองมาทานยานี้ดูเผื่อจะหายได้ บางคนเป็นญาติมารอรับยาแทนเพราะคนไข้มาไม่ไหวแล้วแต่ยังมีความหวังที่จะรักษาได้

            คำว่า “รักษาไม่ได้หรือไม่รักษาแล้ว” ทำให้คนไข้สิ้นหวัง ไม่ต้องการไปรพ.อีก คำเหล่านี้ถ้าเราเป็นคนไข้ ได้ยินแล้วก็คงจะมีความรู้สึกไม่ต่างกัน จึงควรไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะพูดออกไป

            การรักษาคนไข้นั้น ฮิปโปเครติส บิดาแห่งแพทย์สมัยใหม่กล่าวไว้นานกว่า 2,000 ปี แล้วว่า

To cure sometime

To relive often

“but always comfort”

เรารักษาหายได้เพียงบางโรค

ช่วยให้ทุเลาได้บ่อยกว่า

แต่ต้องให้รู้สึกสบายอยู่ทุกเวลา”


            แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก แต่บางครั้งคนไข้ป่วยหนักด้วยโรคเรื้อรัง อวัยะวะทุกส่วนเสื่อมหมดแล้วหรือเป็นโรคมะเร็งลุกลามไปทั่วร่างกายแล้ว การที่จะรักษาให้หายเป็นปกติคงเป็นไปไม่ได้ แต่ยังมีการรักษาแบบประคับประคองที่ช่วยให้คนไข้ทุเลาจากความเจ็บปวด การเหนื่อยหอบหรือวิตกกังวล เพื่อให้คนไข้รู้สึกสบายอยู่ท่ามกลางญาติสนิทมิตรสหายจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตน่าจะเป็นทางเลือกให้คนไข้ได้

            ไม่นานมานี้มีแม่ของเพื่อนคนหนึ่งอายุ 82ปีแล้ว ปกติแข็งแรงดีมีโรคคนแก่บ้าง มีอาการปวดหลังมากไปตรวจที่รพ.พบว่าเป็นมะเร็งตับ(ท่อน้ำดี)ขนาดใหญ่ลุกลามไปต่อมหมวกไตและกระบังลม ญาติๆปรึกษากันแล้วตกลงว่าจะไม่ทำอะไรที่ทำให้แม่เจ็บหรือทุกข์ทรมาน ศัลยแพทย์ที่รักษาต้องการผ่าตัดเพื่อให้ได้ชิ้นเนื้อมาตรวจพิสูจน์ว่าเป็นมะเร็งชนิดใด เมื่อญาติแจ้งความจำนงว่าไม่ต้องการทำอะไรที่จะทำให้แม่เจ็บปวด แพทย์พยาบาลแสดงท่าทีไม่พอใจและบอกถ้าไม่รักษาก็ให้กลับบ้านไม่ต้องมารพ.อีก แม้ญาติจะบอกว่าแม่ปวดมากจนนอนไม่ได้ขอยาแก้ปวดเพื่อให้สบายขึ้น ก็ถูกปฏิเสธว่า ถ้าไม่รักษาก็ไม่ต้องรับยาอะไร ญาติๆรู้สึกผิดหวังและไม่พอใจกับการกระทำเช่นนี้

            เมื่อทราบเรื่องผมจึงขอให้ไปพบแพทย์ที่รับผิดชอบดูแลรักษาคนไข้ระยะสุดท้าย ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่าการรักษาแบบประคับประคอง เป็นการดูแลรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจเพื่อให้คนไข้ผ่านระยะสุดท้ายของชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรี ทีมงานที่ทำงานด้านนี้ต้องมีความเข้าใจในจิตใจของคนไข้และญาติ หลังจากได้ปรึกษาทีมงานเพื่อวางแนวทางการรักษาแล้ว ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจขึ้น เชื่อว่าจะทำให้สามารถผ่านช่วงเวลาที่ไม่มีใครปรารถนานี้ไปได้ด้วยดี

            ผมยังจำได้ว่าขณะที่ดำรงตำแหน่งผอ.รพ.น่าน ผมได้ให้นโยบายกับจนท.ทุกคนในโครงการ “Good death” หรือ “การตายอย่างสมศักดิ์ศรี” สำหรับคนไข้ที่อยู่ในระยะสุดท้ายของโรค เพื่อให้ตายโดยปราศจากความทุกข์ ทรมานจากความเจ็บปวด ตายบนเตียงที่เคยนอน ตายในบ้านที่อยู่มาตลอดชีวิต ตายท่ามกลางญาติสนิทมิตรสหาย ทั้งนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคนไข้และญาติ มีการเตรียมความพร้อมให้ญาติที่ดูแลคนไข้จนมั่นใจจึงจะอนุญาตให้กลับบ้าน เมื่อเริ่มปฏิบัติการใหม่ๆคนในชุมชนไม่เข้าใจคิดว่ารพ.ไม่รักษาคนไข้แล้วปล่อยให้มาตายที่บ้าน แต่เมื่อเห็นว่ามีจนท.รพ.ทั้งแพทย์ พยาบาลมาเยี่ยมอย่างสม่ำเสมอพร้อมให้ยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เพื่อให้คนไข้ได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างสงบไม่ทุกข์ทรมานท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่อยู่มาตลอดชีวิต ทำให้คนในชุมชนต่างแสดงความจำนงที่จะกลับมาตายที่บ้านในระยะสุดท้ายของชีวิตและในกรณีที่คนไข้ตายในรพ.ทุกคนจะต้องให้เกียรติร่างที่ไร้วิญญาณของคนไข้เหมือนเมื่อยังมีชีวิตอยู่

            ทีมงานที่ทำงานนี้ต้องเข้าใจถึงสัจธรรมของชีวิต รู้จักคำว่า “อัตตานัง อุปมัง กะเร” (การเอาใจเขามาใส่ใจเรา) มีความเสียสละเพราะบ่อยครั้งที่ต้องไปเยี่ยมคนไข้ที่บ้านในเวลาฉุกเฉินเมื่อญาติขอร้องส่วนใหญ่ไม่มีค่าตอบแทน หลายคนตรวจเยี่ยมคนไข้ที่บ้านทุกวันแม้วันหยุด เพราะคนไข้บางรายจำเป็นต้องให้ยามอร์ฟีนด้วยเครื่องฉีดยาใต้ผิวหนังเพื่อบรรเทาอาการปวด จึงต้องตรวจและสั่งยาตามความเหมาะสม คนไข้บางรายใช้ออกซิเจนตลอดเวลาร่วมกับเครื่องดูดเสมหะ บางรายต้องให้อาหารทางสายยางซึ่งญาติจะได้รับการสอนจนสามารถดูแลได้เป็นอย่างดี หลายรายที่ญาติผลัดเปลี่ยนกันดูแลคนไข้ ทำให้มีส่วนร่วมในการดูแลคนไข้ เกิดความรักความสามัคคีและมีส่วนสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ที่ได้ดูแลพ่อแม่ยามเจ็บป่วย ได้เข้าใจสัจธรรมของชีวิต ความตายเป็นธรรมดาของชีวิต จึงควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ให้คนไข้ยืมไปใช้ที่บ้านส่วนใหญ่จะได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา เมื่อเสียชีวิตแล้วจึงจะนำมาคืนเพื่อใช้กับคนไข้รายใหม่ต่อไป

            รพ.เปรียบเหมือน"ธนาคารชีวิต"ที่ทุกคนเอาชีวิตมาฝากตั้งแต่เกิดจนตาย พวกเราควรภูมิใจที่ได้รับเกียรติในการดูแลชีวิตคนไข้ ซึ่งประเมินเป็นมูลค่าไม่ได้ มีกี่อาชีพที่ทำงานหาเลี้ยงชีวิตและครอบครัวแล้วยังได้กุศลผลบุญทุกวัน เราจึงควรทำงานด้วยหัวใจที่มีความเมตตา กรุณาและปรารถนาดีต่อคนไข้ ระลึกอยู่เสมอว่าคนไข้แต่ละคนหมายถึงแต่ละชีวิต เรารักชีวิตของเราฉันท์ใดคนอื่นก็รักชีวิตของเขาฉันท์นั้น ไม่ควรคิดถึงแต่เรื่องรายได้ ค่าตอบแทนหรือผลกำไรมากเกินไปเพราะสักวันหนึ่งเราก็หนีไม่พ้นต้องมาเป็นคนไข้ที่เอาชีวิตมาฝากในธนาคารชีวิตนี้เช่นกัน พยายามทำให้คนไข้รู้สึกสบายที่สุดทั้งกายและใจไม่ว่าจะเป็นโรคที่สามารถรักษาได้หรือไม่ได้ก็ตาม แม้ว่าถึงเวลาที่ต้องจากไปก็ขอให้จากไปด้วยความสงบ

 

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์
สิงหาคม 2561