“จริยธรรมวิชาชีพกับการแท้งที่ปลอดภัย”

60.Humanized health care
(การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้)
นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

            วันก่อนผมมีโอกาสเป็นวิทยากรในการอบรมปฏิบัติการ แพทย์และพยาบาลเรื่อง “การดูแลวัยรุ่นและสตรีท้องไม่พร้อมเพื่อป้องกันการแท้งที่ไม่ปลอดภัย" จัดโดยมูลนิธิเพื่อสุขภาพและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของสตรี(แห่งประเทศไทย)ร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ในหัวข้อ"จริยธรรมวิชาชีพ กับการแท้งที่ปลอดภัย”

            ผมต้องขอชื่นชม ศ.เกียรติคุณ นพ.กำแหง จาตุรจินดา ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิฯที่พยายามสร้างความเข้าใจให้คนในสังคมไทยทราบข้อเท็จจริงและยอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในบ้านเราเป็นเวลานานกว่าสิบปีแล้ว เนื่องจากหลายคนยังเข้าใจผิดว่ามีNGOและแพทย์บางกลุ่มต้องการเรียกร้องให้แก้กฎหมายเพื่อการทำแท้งเสรี ที่จริงแล้วไม่มีการทำแท้งเสรีอย่างแน่นอนแต่ต้องเป็นเฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ไม่ว่าจะด้วยปัญหาทางสุขภาพของแม่หรือเด็กในครรภ์หรือทางสังคม ซึ่งต้องมีการพิจารณาจากสหสาขาวิชาชีพเช่นแพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา จิตแพทย์ พัฒนาสังคมและอื่นๆ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของหญิงตั้งครรภ์เป็นสำคัญเพื่อลดปัญหาแทรกซ้อนจากทำแท้งโดยหมอเถื่อนที่ทำให้เสียชีวิตหรือเจ็บป่วยเรื้อรังและเพื่อให้หญิงเหล่านี้สามารถดำรงชีวิตต่อไปอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าในสังคม

            เรามีกฎหมายอาญาที่อนุญาตให้แพทย์ทำแท้งได้ในกรณีที่การตั้งครรภ์นั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตของมารดา หรือในกรณีที่เกิดจากการถูกข่มขืน ทำให้สูติแพทย์และทีมงานมีความลำบากใจในการสิ้นสุดการตั้งครรภ์กรณีเด็กในครรภ์มีความผิดปกติทางโครโมโซมหรือมีความพิการที่รุนแรง เนื่องจากกฎหมายไม่ระบุไว้ อย่างไรก็ตามผมในฐานะสูติแพทย์ก็ปฏิบัติมาโดยตลอด เพราะดีกว่าทิ้งให้เป็นปัญหากับพ่อแม่ ทั้งที่รู้ว่าผิดกฎหมาย เนื่องจากวิทยาการทางการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้นสามารถวินิจฉัยความผิดปกติของเด็กได้ตั้งแต่ในครรภ์ เมื่อรู้ว่าเด็กในครรภ์ไม่ปกติ มีความพิการอย่างรุนแรงแม่ทุกคนไม่อยากให้ลูกเกิดมาเพื่อทุกข์ทรมาน ซึ่งผมถือว่ามีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจน ขณะเดียวกันในกรณีแม่ที่ตั้งครรภ์หลังการทำหมันหรือคุมกำเนิดด้วยวิธีที่เหมาะสมแล้ว หรือตั้งครรภ์ขณะยังไม่พร้อมเช่นกำลังเรียนหนังสือ หญิงเหล่านี้ไม่มีใครทราบหรอกว่าจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง หลายๆคนรวมทั้งแพทย์ พยาบาลต่างตัดสินว่าเป็นคนไม่ดีที่ต้องการทำลายลูกในท้องตั้งแต่มาขอคำปรึกษา หลายคนต่อว่าด้วยถ้อยคำที่เหมือนกับว่าหญิงเหล่านี้เป็นฆาตกร ในมุมมองของผมนั้นมองว่าหญิงเหล่านี้เป็นคนไข้ที่กำลังมีความทุกข์จากการท้องไม่พร้อม ผมพบว่าหญิงเหล่านี้บางคนไม่ต้องการที่จะทำแท้งแต่ด้วยเหตุผลทางสังคมทำให้มีความจำเป็น แพทย์ พยาบาลบางคนมุมมองปัญหาเหล่านี้เปลี่ยนไปเมื่อเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวหรือต้องเสียคนไข้จากการทำแท้งไม่ปลอดภัย

            ผมจำได้ว่าหลายปีมาแล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งมีลูก2คน คนโต5ขวบ คนเล็ก2ขวบ ทำหมันแล้ว สามีทำงานไฟฟ้า สามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตกเสาไฟฟ้าเนื่องจากไฟฟ้าช๊อตขณะปฏิบัติงาน 2เดือนต่อมาคลำได้ก้อนที่ท้องน้อยจึงมาตรวจที่รพ. แพทย์พบว่าตั้งครรภ์ได้4เดือน คนไข้ตกใจมากไม่คิดว่าจะตั้งครรภ์ เพราะทำหมันแล้ว หญิงคนนี้มีความเครียดมาก เพื่อนบ้านต่างก็ลือว่ามีชู้ ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากหลังสามีเสียชีวิตเพราะเป็นกำพร้าทั้งสองฝ่าย ไม่มีญาติสนิท ไม่ได้ทำงาน นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาไปเยี่ยมที่บ้านพร้อมให้ความเห็นว่าควรทำแท้งเนื่องจากถ้าเก็บเด็กไว้จะลำบากมากทั้งแม่และลูก ขณะนี้ไม่มีใครดูแลลูกทั้งสองคน ไม่มีงานทำ หญิงคนนี้ต้องการที่จะตั้งครรภ์ต่อเพราะกลัวบาปถ้าจะทำแท้ง แต่เมื่อคิดดูทุกอย่างแล้วไม่สามารถเก็บไว้ได้ จึงตัดสินใจทำแท้ง ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนการทำแท้งและการดูแลตัวเองหลังแท้งอย่างละเอียดจากทีมงานสหวิชาชีพ สมัยนั้นยังไม่มียาที่ใช้ได้ผลในการทำแท้ง ผมใช้วิธีcondom balloonในการทำแท้ง จำได้ว่าขณะทำได้พูดปลอบใจคนไข้ให้ลืมเหตุการณ์นี้ และเลี้ยงลูกทั้งสองคนอย่างดีที่สุด การทำแท้งประสบความสำเร็จ คนไข้ปลอดภัย จนวันที่ให้กลับบ้านได้ คนไข้เปลี่ยนชุดพร้อมกลับบ้านแล้ว ผมพบว่าเธอนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นบนเตียง ผมสอบถามจึงรู้ว่าเธอรู้สึกด้อยคุณค่าในชีวิต เธอถามผมว่าเธอเป็นคนบาป เธอฆ่าลูกตัวเอง เธอต้องตกนรกใช่ไหม? ผมสอบถามจึงทราบว่ามีจนท.รพ.หลายคนที่เดินผ่านแล้วต่อว่าเธอว่าฆ่าลูกตัวเอง คนบาป ตกนรกแน่ เป็นการตอกย้ำเธอในสิ่งที่เธอไม่อยากทำ

            ผมคิดถึงคำว่า “อัตตานัง อุปมัง กะเร” ซึ่งหมายความว่า “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” พวกเราทำงานอยู่ใน “ธนาคารชีวิต” ที่ทุกคนต่างเอาชีวิตมาฝาก เราจึงควรทำหน้าที่ของเราให้สมกับที่เขาไว้ใจเรา วางใจเรา แต่พวกเราบางคนชอบพูดจาประชดประชันคนไข้ มักตัดสินเขาด้วยความคิดของเราเองโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง เมื่อไรที่คนไข้ไม่คล้อยตาม เรามักจะต่อว่าเสมอโดยไม่ฟังเหตุผลใดๆ คนไข้คนนี้รู้สึกแย่อยู่แล้วที่ต้องทำแท้ง แต่เรากลับซ้ำเติมเขาให้แย่ลงไปอีก แทนที่จะช่วยกันยกระดับจิตใจเขาให้ดีขึ้น ให้สามารถผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยดี ยังคงมีคุณค่าชีวิตที่จะต่อสู้ชีวิตต่อไปเพื่อลูกน้อยทั้งสองคนที่รออยู่ ผมมักใช้คำพูดในกรณีเช่นนี้ว่า “เมื่อช่วยเขาแล้วทำไมไม่ช่วยให้ถึงที่สุด” นี่แหละเป็นตัวอย่างในการดูแลคนไข้แบบองค์รวม(กาย จิต วิญญาณและสังคม)

            ปัจจุบันมีการแก้ไขข้อบังคับแพทยสภาเกี่ยวกับการทำแท้งที่เปิดกว้างขึ้นให้แพทย์สามารถทำแท้งได้ภายใต้เงื่อนไขที่แพทยสภากำหนดเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สมัยผมจำได้ว่าผู้หญิงมีรอบเดือนครั้งแรกอายุ15-16ปี ปัจจุบันเด็กหญิงจำนวนมากมีตั้งแต่อายุ 9-10 ปี การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกในอดีตจะเป็นเมื่อแต่งงานแต่ปัจจุบันเริ่มมีตั้งแต่อายุเฉลี่ยเพียง 12 ปีเท่านั้น พวกเราจึงต้องเปิดใจให้กว้างในการดูแลปัญหานี้

            ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ให้ทำแท้งผมถือว่าเป็นหน้าที่ของแพทย์ทุกคนที่จะเห็นความสำคัญ ช่วยแก้ปัญหาโดยมองความปลอดภัยของหญิงตั้งครรภ์เป็นสำคัญ แต่สำหรับสูติแพทย์นั้นผมถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องแท้งได้เพราะเราต้องการให้ทั้งแม่และลูกปลอดภัย แต่สำหรับกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางสังคมซึ่งทีมงานให้คำปรึกษาได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีแล้วและหญิงตั้งครรภ์เลือกที่จะสิ้นสุดการตั้งครรภ์ แพทย์และทีมงานควรที่จะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขข้อบังคับแพทยสภา ถ้าไม่ทำเองก็ส่งต่อให้แพทย์ท่านอื่นที่อาสาสมัครทำให้ และผมขอร้องให้ชื่นชม ขอบคุณแพทย์ที่รับทำให้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อหญิงตั้งครรภ์เอง ปัจจุบันมียาที่สามารถช่วยให้การทำแท้งสะดวกปลอดภัยขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จึงจะปลอดภัยแน่นอน

            ผมขอชื่นชมและขอบคุณกลุ่มแพทย์ทั่วไปและสูติแพทย์รวมถึงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รวมตัวกันเพื่ออาสาสมัครทำแท้งตามเงื่อนไขแพทยสภา (RSA : Refer for Safe Abortion)ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ คนเหล่านี้ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆนอกจากช่วยเหลือคนไข้ โดยสามารถขอคำปรึกษาจากcall center 1663 จะมีการส่งต่อตามขบวนการให้คำปรึกษาและปฏิบัติตามขั้นตอนในการช่วยเหลือหญิงท้องไม่พร้อมรวมถึงการคุมกำเนิดเพื่อป้องกันตั้งครรภ์ซ้ำด้วย

           ผมจึงขอให้ทุกคนให้ความเห็นใจหญิงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคนชาติใด เพราะไม่มีหญิงใดที่ต้องการท้องเพื่อทำแท้ง และขอร้องพวกเราว่า “แม้ไม่เห็นด้วยก็ไม่ขัดขวาง” โดยส่วนตัวผมมีหญิงสาวหลายคนที่ผมเคยทำแท้งให้เองหรือส่งต่อให้เพื่อนแพทย์ สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวะกร สถาปนิกและอื่นๆมากมาย เป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าในสังคมไทย ผมอยากบอกเพื่อนแพทย์และทุกคนว่าไม่มีแพทย์คนไหนที่อยากทำแท้ง ผมพูดกับเพื่อนแพทย์และเจ้าหน้าที่รพ.เสมอว่า

            “ผมไม่ใช่หมอทำแท้ง ผมก็เป็นหมอรักษาโรคเหมือนหมอคนอื่นๆ เพียงแต่ผมมองว่าหญิงที่ท้องไม่พร้อมเป็นคนไข้คนหนึ่งที่กำลังทุกข์จากการท้องไม่พร้อมและกำลังรอให้หมอช่วยรักษาเช่นกัน”

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”