“การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหาเรื้อรังของสังคมที่รอการแก้ไขอย่างจริงจัง” (2)

(การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้)

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

 

            จากประสบการณ์ในการทำงานกับวัยรุ่น ผมพบว่าภูมิคุ้มกันที่สำคัญในการที่ชะลอการมีเพศสัมพันธ์วัยนี้ อยู่ที่ความอบอุ่นในครอบครัวเป็นสำคัญ ทุกคนที่มาจากครอบครัวที่อบอุ่น อยู่กันพร้อมหน้า มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ประกอบไปด้วยความรักความผูกพัน ความเข้าใจอันดีต่อกัน ซึ่งเกิดจากการสื่อสารที่ดีจะเป็นภูมิคุ้มกันให้เด็กไม่ประพฤติตนไปในทางที่ไม่ดี กลัวว่าพ่อแม่จะเสียใจ ไม่ต้องการให้พ่อแม่หมดความไว้วางใจ สำหรับในเรื่องความรู้ทางเพศศึกษานั้นเด็กมักได้ความรู้จากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากครอบครัวหรือครู ส่วนใหญ่จะเป็นจากทางอินเทอร์เน็ตหรือเพื่อน ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เด็กมักเลือกที่จะเชื่อในบางอย่างมากกว่าที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ถูกต้อง เด็กที่มีเพศสัมพันธ์แล้วส่วนใหญ่จะขาดภูมิคุ้มกันดังกล่าว เนื่องจากขาดความอบอุ่น ความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว บางรายทำไปเพื่อประชดพ่อแม่ผู้ปกครอง เด็กเหล่านี้มักเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนๆ คิดว่าตนเองมีปมด้อย เป็นเหตุให้ทำตัวเหมือนต่อต้านสังคม สร้างจุดเด่นในด้านลบ เพื่อทำให้ตนเองโดดเด่นขึ้น จึงเปราะบางที่จะถูกชักจูงไปในทางที่ผิด หลายคนยังเชื่อว่าการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกไม่ทำให้ตั้งครรภ์ แสดงว่ายังขาดความรู้ที่ถูกต้องทางเพศศึกษา ดังนั้นความอบอุ่นในครอบครัวจึงมีส่วนสำคัญในการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

            ปัจจุบันสถาบันครอบครัวไม่เข้มแข็งเหมือนในอดีต พ่อแม่จึงหวังว่าทางโรงเรียนจะเป็นที่พึ่งสำคัญให้กับลูกๆ แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ปัจจุบันมุ่งแต่จะสร้างเด็กเก่งเพื่อทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียน จะเห็นได้จากป้ายแสดงความยินดีกับนักเรียนที่สอบเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาในคณะยอดนิยมหรือมหาวิทยาลัยมีชื่อ นักเรียนที่ชนะเลิศการแข่งขันวิชาการระดับประเทศหรือนานาชาติ ซึ่งเด็กเหล่านี้มีไม่ถึงร้อยละ 10 ของนักเรียนทั้งหมด ผมเชื่อว่าเกิดขึ้นจากกลไกทางการตลาดที่โรงเรียนมีการแย่งชิงเด็กเก่งหรืออาจเป็นสังคมของการชื่นชมคนเก่ง แต่ขณะเดียวกันอยากให้ทางโรงเรียนคิดถึงเด็กทั่วไปที่ผลการเรียนอาจไม่โดดเด่นแต่โตขึ้นก็จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศเช่นกัน จึงควรเสริมสร้างความมั่นใจให้เด็กเหล่านี้ไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองด้อยคุณค่า ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเมื่อโตขึ้น ผมพบว่าเพื่อนๆ หลายคนที่ไม่ได้มีผลการเรียนโดดเด่นแต่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหน้าที่การงานและสถานะทางสังคม ไม่นานมานี้ผมได้รับเชิญไปบรรยายพิเศษให้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ ลำปาง ในโอกาสครบ 60ปีในฐานะศิษย์เก่าดีเด่น ผมได้ยกตัวอย่างครอบครัวขันติพงษ์ของผมที่เป็นศิษย์เก่าถึง 4 คนเริ่มจากผมเป็นแพทย์ น้องคนที่สองเป็นนายแบงก์ คนที่สามทำธุรกิจ คนสุดท้องหลังจากจบปริญญาตรีแล้วดูแลแม่อยู่ที่บ้าน ผมบอกว่าทุกคนประสบความสำเร็จเนื่องจากล้วนแต่เป็นคนดีไม่เบียดเบียนผู้อื่นและมีคุณค่าในสังคม แต่ในความเห็นส่วนตัวแล้วผมถือว่าน้องสุดท้องมีคุณค่ามากที่สุดเพราะเสียสละตนเองดูแลแม่อยู่ที่บ้าน ทำให้พี่ๆ มีโอกาสออกไปทำประโยชน์ให้สังคมภายนอกได้ ผมจึงบอกกับทุกคนในวันนั้นว่าความสำเร็จในชีวิตไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้ตำแหน่งหน้าที่การงานสูงสุด ต้องร่ำรวยหรือมีชื่อเสียงที่สุด แต่ย่อมหมายความถึงการเป็นคนดีและมีคุณค่าในสังคม เราจึงต้องส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนเป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ไม่เบียดเบียนหรือเอาเปรียบคนอื่นและรู้จักการช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า เสียสละผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม และรู้จักแบ่งปันให้คนอื่นเป็นสำคัญ “การเข้าเรียนในโรงเรียนเดียวกันนั้นถือว่าเริ่มต้นเหมือนกัน แต่จุดหมายปลายทางนั้นอาจต่างกัน สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ต่างกันคือการเป็นคนดี มีคุณค่าในสังคม”  

            อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญสำหรับโรงเรียนคือการสร้างค่านิยมในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ เพราะสังคมปัจจุบันยังคงให้ความสำคัญกับเพศชายมากกว่าหญิง การเป็นที่ยอมรับในด้านการทำงานโดยเฉพาะตำแหน่งบริหาร ผมพบว่าผู้บริหารหญิงหลายคนสามารถตัดสินใจได้เด็ดขาดไม่แพ้ผู้ชาย แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดเพศหญิงมักถูกสังคมตำหนิหรือตราหน้ามากกว่าชาย กรณีตั้งครรภ์ในวัยรุ่นก็เหมือนกัน เพศชายมักถูกลืมทั้งที่เป็นฝ่ายสำคัญที่กระทำให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น แต่สังคม ไม่เคยพูดถึงพ่อแม่ฝ่ายชายมักไม่รับผิดชอบและโทษทางฝ่ายหญิงว่าสำส่อนเป็นฝ่ายให้ท่าลูกชาย การแก้ปัญหาจึงไม่สำเร็จ และเมื่อมีการทำแท้งหรือทิ้งเด็กจะมีแต่คำประณามแม่ว่าใจยักษ์ แม่ใจมาร แม่ใจทมิฬ แต่ไม่มีใครเอ่ยถึงพ่อเลย ผมในฐานะสูติแพทย์รู้สึกเห็นใจแม่ในกรณีเช่นนี้เป็นที่สุด แม่หลายคนต้องเผชิญอันตรายกับการทำให้สิ้นสุดการตั้งครรภ์ (ทำแท้ง) ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด พ่อผู้มีส่วนร่วมสำคัญควรอยู่เคียงข้างเป็นกำลังใจและรับผิดชอบร่วมกัน แม่หลายคนหลังทำแท้ง รู้สึกว่าตัวเองด้อยคุณค่า ฆ่าลูก เป็นบาป ยิ่งถูกสังคมรอบข้างประณามจะทำให้เกิดเป็นตราบาปในใจตลอดชีวิต บ่อยครั้งที่ผมชื่นชม เป็นกำลังใจและสนับสนุนการตัดสินใจนี้ และต้องช่วยกันประคับประคองหัวใจดวงน้อยนี้ให้เข้มแข็งลุกขึ้นก้าวเดินต่อไปในชีวิตให้ได้ ผมขอวิงวอนทุกคนอย่าได้ประณามหรือเหยียดหยามคนเหล่านี้ด้วยวิธีต่างๆ แต่ควรให้กำลังใจเพื่อสร้างความมั่นใจว่ายังสามารถเป็นคนดีที่มีคุณค่าในสังคมได้ อย่าทำให้อนาคตของเด็กเหล่านี้ต้องจบลงเพียงแค่ความผิดพลาดจากการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม ทำให้สังคมเสียคนคุณภาพไปอีก

            ผมอยากให้ทุกคนเปลี่ยนมุมมองเรื่องนี้อย่างจริงจัง สังคมเปลี่ยนไปแล้ว สมัยยังอยู่ในวัยรุ่นผมจำได้ว่าพูดกับเพื่อนต่างเพศนับคำได้ เพราะเรียนโรงเรียนระดับมัธยมต้นที่อัสสัมชัญเป็นโรงเรียนชาย แม้แต่ครูที่สอนก็มีเพียงคนเดียวที่เป็นเพศหญิง เมื่อเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนสหศึกษา แต่มีระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวด ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันระหว่างหญิงชายเลย ผมเคยถูก กก.ห้อง 60 (กก.นักเรียน) ส่งชื่อให้พบครูปกครองเนื่องจากเดินคุยกับเพื่อนหญิงห้องเดียวกัน ทั้งที่คุยเรื่องการเจ็บป่วยของแม่ซึ่งเป็นโรคเดียวกัน แต่ปัจจุบันจะเห็นเด็กไปไหนเป็นคู่ๆ จับมือถือแขนกันเป็นเรื่องปกติ ผมยังเคยพูดกับเด็กๆ ว่าถ้าเกิดในสมัยนี้ผมอาจไม่ได้เรียนแพทย์ก็ได้ อาจมีครอบครัวตั้งแต่เป็นวัยรุ่นเพราะอาจทำผิดพลาดได้เนื่องจากสังคมที่เปลี่ยนไป พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่จึงต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ เข้าใจวัยรุ่นที่เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนเพศ ไม่ต่างกับสมัยเราเพียงแต่การแสดงออกในสมัยนี้มีมากกว่า ไม่มองไปในทางลบ โดยเฉพาะบางคนมักเปรียบเทียบกับลูกหลานเราที่เกิดมามีต้นทุนชีวิตที่ดีกว่ามีครอบครัวที่อบอุ่น ทำให้ไม่เข้าใจเด็กตั้งแต่แรกเห็น เกิดความไม่ไว้วางใจระหว่างกัน เด็กจึงถอยห่างจากพวกเราซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการช่วยเหลือ ไปหาเพื่อนหรือคนอื่นชักจูงไปแก้ปัญหาในทางที่ผิด เสียอนาคตได้

            การแก้ปัญหาเรื้อรังนี้จึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจ เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนทัศนคติของเราเอง บูรณาการงานแต่ละส่วนแต่ละกระทรวงร่วมกันเพื่อสร้างทีมงานสหวิชาชีพที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง โดยเอาวัยรุ่นเป็นศูนย์กลาง ให้วัยรุ่นมีโอกาสตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองอย่างแท้จริง มีพวกเราเป็นคนให้ข้อมูลที่ครบถ้วนเป็นกลางและทำให้ทางเลือกนั้นสมบูรณ์ที่สุด ปลอดภัยที่สุด ไม่กระทบต่อสุขภาพกายสุขภาพจิต และให้อนาคตที่ดีที่สุดสำหรับตัววัยรุ่นเอง ถ้าตัดสินใจตั้งครรภ์ต่อจะต้องมีทีมงานช่วยดูแลตลอดการตั้งครรภ์ การคลอดและหลังคลอด ช่วยให้เรียนต่อได้ ตลอดจนมีแนวทางช่วยเหลือทั้งแม่และลูกให้มีอนาคตสดใสหรือถ้าตัดสินใจสิ้นสุดการตั้งครรภ์ ก็จะต้องมีทีมงานช่วยให้เกิดการแท้งปลอดภัย ดูแลทั้งกายและใจอย่างต่อเนื่องและมีแนวทางคุมกำเนิดป้องกันไม่ให้ตั้งครรภ์ซ้ำอีก

            ผมมีความหวังว่า พรบ.วัยรุ่น พ.ศ.2559 นี้จะเป็นแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ในการแก้ไขปัญหานี้อย่างแท้จริง เพื่อทำให้ปัญหาที่เรื้อรังมานานประสบผลสำเร็จ และสามารถใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื้อรังทางสังคมอื่นๆ ต่อไป เพียงแต่ต้องไม่ปล่อยให้เป็นเพียงตัวหนังสือบนกระดาษที่อ่านดูแล้วสวยงาม เหมือน พรบ. หรือ กม. อื่นๆ เท่านั้น ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติแต่อย่างใด ผมคงจะเขียนถึงแนวทางปฏิบัติของแต่ละกระทรวงที่อยากให้เกิดขึ้นในตอนต่อไป

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”