“การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ปัญหาเรื้อรังของสังคมที่รอการแก้ไขอย่างจริงจัง” (1)

(การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้)

เนื่องจากผมเป็นสูติแพทย์จึงได้พบปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมายาวนาน แม้ว่าจะพยายามแก้ไขกันอย่างไรก็ดูเหมือนว่ายังไม่ดีขึ้นสักเท่าไร ยังมีแม่วัยรุ่น (ตามพรบ.วัยรุ่น 2560 ได้กำหนดอายุของวัยรุ่นตั้งแต่ 10-19 ปี) จำนวนกว่าแสนคนทุกปีมานานกว่าสิบปีแล้ว จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ปี 2555 พบว่าวัยรุ่นไทยเริ่มมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุเฉลี่ย 12 ปี ส่วนใหญ่เป็นความสมัครใจ 50%ไม่มีการป้องกัน ปี 2554 พบแม่วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20ปี จำนวน 114,001คน อายุ 15-19 ปี จำนวน 110,352 คน อายุต่ำกว่า 15ปีจำนวน 3,676 คน พบว่าแม่อายุต่ำกว่า 15ปีเพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี พบว่าการทำแท้งมากที่สุดอายุ 15-19 ปี ปี 2553 มีเด็กถูกทอดทิ้ง 88,730คน ส่วนใหญ่ทอดทิ้งตาม รพ. และสถานรับเลี้ยงเด็ก

จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ในการสร้างคนคุณภาพ เพราะแม่วัยรุ่นไม่มีความพร้อมในการตั้งครรภ์และการเลี้ยงดูบุตร ทำให้ลูกที่ออกมามักคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย แม่เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดได้มากกว่าแม่ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ที่สำคัญลูกที่เกิดจากแม่วัยรุ่นพบว่าถูกทอดทิ้งเนื่องจากการหย่าร้างแม่วัยรุ่นสูงตั้งแต่ปีแรกหลังคลอด ไม่ได้รับความอบอุ่นเท่าที่ควร มีปัญหาเรื่องการเรียน สอบตก ติดเกมส์ ติดยาเสพติด และกระทำผิดกฎหมายเมื่อโตขึ้น ลูกที่เป็นหญิงจะมีโอกาสเป็นแม่วัยรุ่นถึงหนึ่งในสาม ตัวแม่วัยรุ่นเองในรายที่แต่งงานจะมีอัตราการหย่าร้างสูงตั้งแต่ปีแรกที่คลอดบุตร ส่วนใหญ่จะไม่กลับไปเรียนต่อ ทำงานรับจ้างทั่วไป มักถูกเอาเปรียบทางด้านค่าแรง เป็นโรคซึมเศร้า บางรายคิดฆ่าตัวตาย มีโอกาสติดยาเสพติดและเป็นหญิงขายบริการ ทำให้ขาดคนคุณภาพในสังคม จำเป็นต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบติดตามแม่วัยรุ่นและลูกเพื่อให้มีคุณภาพชีวิต มีโอกาสได้เข้าเรียนในการศึกษานอกโรงเรียนหรือฝึกฝนทางอาชีพเป็นแรงงานคุณภาพ มีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อเพื่ออนาคตของตัวเองและลูก สำหรับลูกที่เกิดมาในแต่ละปีไม่ต่ำกว่าแสนคน ยิ่งมีความจำเป็นที่จะติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อหาทางช่วยเหลือให้เติบโตขึ้นมาอย่างทัดเทียมกับเด็กทั่วไปเพื่อจะได้เป็นคนคุณภาพเมื่อโตขึ้น

จาก พรบ.วัยรุ่นที่กำหนดให้ 5กระทรวงหลัก (มหาดไทย แรงงาน พัฒนาสังคมฯ ศึกษาฯและสาธารณสุข)ร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ผมพบว่าโดยหลักการแล้วน่าจะได้ผลดี แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่าทุกกระทรวงจะขาดการบูรณาการ ทำให้ต่างคนต่างทำ ทำตามหน้าที่ของตนเอง ขาดการทำงานเป็นทีม ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ปัญหานี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเพราะมีความเชื่อมโยงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม จำเป็นจะต้องได้คนที่เข้าใจและมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างจริงจังโดยมีอนาคตของวัยรุ่นเป็นศูนย์กลาง ทุกฝ่ายต้องเปิดใจเข้าหากัน ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นสำคัญเพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดนอกเวลาราชการ ต้องสามารถติดต่อปรึกษากันได้ตลอดเวลา พบว่าบ่อยครั้งที่ผู้บริหารไม่เข้าใจ ไม่อนุญาตให้จนท.ผู้ปฏิบัติเข้าไปร่วมกิจกรรมเพื่อเสริมความเข้าใจและสร้างความสัมพันธ์กับทีมงาน ผมมักตั้งโจทย์ง่ายๆ ว่าถ้านักเรียนท้อง จะให้เด็กบอกใครคนแรกและจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายๆ แต่การที่จะทำให้เด็กเกิดความไว้วางใจว่าผู้ใหญ่ที่จะช่วยเหลือนั้นมีความจริงใจไม่ใช่เรื่องง่าย กล้าที่จะบอกเราตั้งแต่แรก ทีมงานที่จะให้คำปรึกษาจึงจะต้องเข้าใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ เข้าใจและให้เกียรติเด็ก ไม่ซ้ำเติมเพราะเด็กส่วนใหญ่รู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ที่สำคัญขบวนการในการช่วยเหลือทุกอย่างจะต้องเป็นความลับ หรือบอกเด็กให้ทราบก่อนกรณีมีความจำเป็นที่ต้องให้มีคนรู้เพิ่มขึ้น

ครอบครัวเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมแต่มีความสำคัญที่สุด สังคมใดมีความเข้มแข็งความอบอุ่นในครอบครัว จะทำให้สังคมเข้มแข็งไปด้วย ปัญหาเรื้อรังทางสังคมจะเข้าไปคุกคามได้ยาก เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมแห่งวัตถุนิยม ทุกคนต่างดิ้นรนทำงานหนักเพื่อให้ครอบครัวมีทัดเทียมคนอื่น พ่อแม่ต่างออกทำงานนอกบ้าน ไม่มีเวลามาดูแลอบรมสั่งสอนลูก อีกทั้งเป็นครอบครัวเดี่ยวไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วยเหมือนในอดีต จึงไม่มีใครมาดูแลเด็กอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่พ่อแม่จะปรนเปรอลูกด้วยเงินทองและสิ่งของแทนการอยู่ร่วมกันอย่างอบอุ่น ทิ้งให้เป็นภาระของครูในโรงเรียน ส่วนใหญ่จะขาดการสื่อสารระหว่างพ่อแม่กับครูในโรงเรียน ทำให้เกิดช่องว่างในการดูแลเด็กโดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ หลายครั้งที่ผมพบว่าเด็กรู้สึกว้าเหว่ ขาดที่พึ่ง คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก หลายคนประพฤติไม่ดีเพียงเพื่อต้องการประชดพ่อแม่หรือครู ทำให้มีเพศสัมพันธ์ก่อนเวลาอันควร บางคนตั้งครรภ์โดยที่ไม่ได้คาดคิด

เมื่อวัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พร้อม การให้คำปรึกษาถือเป็นหัวใจของการทำงานด้านนี้ ทีมงานจะต้องหาข้อมูลให้รอบด้านเกี่ยวกับตัวเด็ก ทั้งแพทย์ พยาบาล นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคม ครูและผู้เกี่ยวข้องต่างหาข้อมูลในส่วนของตน เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนจึงนำมาใช้ในการประเมินว่าควรที่จะให้คำปรึกษาอย่างไร จะให้เด็กตั้งครรภ์ต่อหรือสิ้นสุดการตั้งครรภ์ ตามพรบ.วัยรุ่น เด็กมีสิทธิตัดสินใจด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามถ้าทีมงานสามารถให้เด็กยอมบอกพ่อแม่ผู้ปกครอง จะทำให้งานสมบูรณ์ขึ้นโดยเฉพาะการวางแผนดูแลต่อไปในอนาคต ผมไม่ต้องการให้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเป็นเหตุให้อนาคตของเด็กต้องดับลง ตามข้อมูลพบว่าร้อยละ 40เด็กตั้งครรภ์ซ้ำ แสดงถึงความล้มเหลวของทีมงานที่ไม่สามารถชี้ให้เด็กเห็นถึงบทเรียนที่ได้รับ ผมต้องการให้เด็กนำเอาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาเสริมพลัง สร้างความมั่นใจว่าตนเองยังเป็นคนดีและประสบความสำเร็จมีอนาคตที่ดีได้

จากประสบการณ์ของผมเองพบว่าเด็กหลายคนที่ผมและทีมงานช่วยให้ผ่านปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี เรียนจบมหาวิทยาลัยเป็นแพทย์ ทันตแพทย์และอีกหลายอาชีพตามความใฝ่ฝัน แต่เชื่อว่ายังมีเด็กอีกมากที่ไม่สามารถเข้าหาการบริการที่ดีในการช่วยเหลือ ทำให้เสียอนาคต บางคนรู้สึกว่าตนเองมีปมด้อย ไม่มีคุณค่าโดยเฉพาะเด็กที่ไปทำแท้งเถื่อน ทำให้เสียคนมีคุณค่าไปอีกมากมาย

ผมขอขอบคุณทีมงานทุกคนที่เสียสละทำงานช่วยแก้ไขปัญหาสังคมที่เรื้อรังมานาน และเป็นกำลังใจให้ทำงานต่อไปเพื่อให้โอกาสเด็กเหล่านี้ ในขณะที่สังคมเสื่อมลงจากวัตถุนิยมทุนนิยม ทำให้ยังคงมีเด็กจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ อย่ายอมแพ้นะครับ ทำงานปิดทองหลังพระต่อไปอย่างมีความสุขในหัวใจของพวกเรา

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์