“หมอฟัน ผู้บรรเทาความทุกข์ทรมานจากโรคในช่องปาก”

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

ทันตแพทย์หรือที่พวกเรานิยมเรียกกันว่า "หมอฟัน" เริ่มมีการผลิตในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2483 โดยมีนิสิตทันตแพทย์รุ่นแรกจำนวน 8คน ปัจจุบันมีจำนวนหมอฟันรวมประมาณ16,000 คน และมีสถาบันผลิต 14 แห่ง อย่างไรก็ตามในพื้นที่ห่างไกล ความขาดแคลนของหมอฟันก็คงเหมือนกับแพทย์ทั่วไปที่มีปัญหาในเรื่องการกระจุกตัวอยู่ใน กทม. และจังหวัดใหญ่

ในขณะที่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ ผมคิดเองว่าเพื่อนๆ ที่เรียนหมอฟันทำไมต้องใช้เวลานานถึง 6ปี เทียบเท่าหมอทั่วไป เพราะเป็นเรื่องของฟันอย่างเดียว ไม่น่าจะมีอะไรเรียนถึงขนาดนั้น พอได้คุยกับเพื่อนหมอฟันจึงได้รู้ว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เพราะไม่ได้มีแต่ฟันอย่างเดียว มีตั้งแต่เหงือก รากฟัน ที่ฝังอยู่ในกระดูกขากรรไกร ซึ่งมีเส้นประสาทเชื่อมโยงไปถึงระบบประสาทส่วนกลางตลอดจนหลอดเลือดมาเลี้ยงมากมาย เมื่อเกิดพยาธิสภาพจึงสร้างความเจ็บปวดอย่างมากและเกี่ยวโยงไปถึงสุขภาพกายสุขภาพจิต เป็นผลให้ร่างกายอ่อนแอเกิดการติดเชื้อง่ายและสุขภาพจิตไม่แจ่มใส เป็นผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลงมาก

ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ทรงเล่าว่า วันหนึ่งเสด็จเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดขอนแก่น มีราษฎรคนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ ร่างกายซูบผอม ไม่สบาย พระองค์ท่านรับสั่งถาม “เป็นอะไร ไม่สบายหรือ ?” ราษฎรผู้นั้นทูลตอบว่า “ไม่สบาย ฟันไม่มี กินอะไรไม่ได้” พระองค์ท่านจึงบอกว่า “ไปใส่ฟันซะ แล้วจะเคี้ยวอะไรได้ ร่างกายจะได้แข็งแรง

ในปีต่อมา เมื่อพระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดขอนแก่นอีกครั้ง ราษฎรผู้นั้นได้มาเฝ้า และทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “ไปใส่ฟันมาแล้ว ตามที่ในหลวงแนะนำ ตอนนี้กินอะไรได้ สบายแล้ว” เมื่อได้ฟัง ทำให้คิดว่า เรื่องการใส่ฟันเป็นเรื่องสำคัญ ทรงมีพระราชดำรัสว่า “เวลาไม่มีฟัน ทำให้กินอะไรไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง”

แสดงถึงความสำคัญของโรคฟันว่ามีผลต่อคุณภาพและการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก ในอดีตเนื่องจากมีหมอฟันไม่พอที่จะให้บริการคนไข้ จึงมีการผลิต "ทันตานามัย" โดยนำพยาบาลมาเรียนต่ออีก 2 ปี ใช้เวลาไม่นานเนื่องจากพยาบาลผ่านการเรียนกายวิภาควิทยา สรีรวิทยา และมีพื้นฐานทางการแพทย์มาแล้ว เมื่อเรียนจบได้ใบประกอบโรคศิลป์ สามารถรักษาโรคฟันเบื้องต้น เช่น อุดฟันถอนฟันได้ หลังจบแล้วกระจายไปทำงานตามต่างจังหวัดที่ยังขาดแคลนหมอฟัน ทำให้คนไข้ทันตกรรมในพื้นที่ห่างไกลได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เมื่อมีหมอฟันมากพอแล้วจึงเลิกผลิต ปัจจุบันทุกคนเกษียณอายุหมดแล้ว

ขณะเดียวกันมีการผลิต “ทันตาภิบาล” ซึ่งยังคงผลิตอยู่ถึงปัจจุบัน โดยใช้วุฒิ ม.6 เรียนต่อ 2ปี จบแล้วไม่ได้ใบประกอบโรคศิลป์ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหมอฟัน อย่างไรก็ตามในอดีต รพ.ชุมชนบางแห่งยังไม่มีหมอฟัน มีทันตภิบาลบางคนสามารถให้การรักษาโรคฟันเบื้องต้นทั้งอุดฟัน ถอนฟัน จึงเป็นที่รักและชื่นชมของคนไข้ เพราะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปรักษากับหมอฟันใน รพ.ขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างไกล นอกจากในกรณีที่เกินความสามารถของตนเองจึงจะส่งต่อ

ผมขอชื่นชมและขอบคุณ “ทันตานามัย” และ “ทันตาภิบาล” เหล่านี้ที่ได้ทำประโยชน์ให้กับประชาชนที่อยู่ห่างไกลด้วยความมุ่งมั่นในการนำความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์ด้วยความระมัดระวังและปรารถนาดีต่อคนไข้อย่างแท้จริง เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังต่อไป

อย่างไรก็ตามสุขภาพฟันยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กไทย ผมยังจำได้ว่าหลายปีก่อนมีหมอฟันรุ่นน้อง ประจำอยู่ที่สำนักงาน สธ.จังหวัด (สสจ.) เล่าให้ฟังว่าสมัยนั้นยังใช้การสุ่มตัวอย่างเด็กในการสำรวจสุขภาพฟันนักเรียน โดยมีหนังสือแจ้งให้ทางโรงเรียนสุ่มส่งเด็กนักเรียนมาตรวจจำนวนหนึ่ง เมื่อตรวจแล้วพบว่าเกือบทั้งหมดมีสุขภาพฟันดีมาก ทำให้เกิดความสงสัยว่าอาจไม่ใช่เป็นตัวแทนเด็กทั่วไป จึงได้ไปตรวจเองทั้งหมด พบว่าโดยความเป็นจริงแล้วมากกว่า ร้อยละ 80 ฟันผุ แสดงให้เห็นว่าทางโรงเรียนยังไม่เห็นความสำคัญ อาจกลัวว่าถ้าเด็กฟันผุมากจะถูกตำหนิ คงเหมือนกับข้อมูลอื่นๆ ที่สำคัญทางสธ.ยังไม่ได้แสดงตัวเลขที่แท้จริง จึงทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ถูกต้อง ในกรณีเด็กนักเรียนฟันผุ จึงให้ความสำคัญกับการสอนสุขศึกษา วิธีรักษาสุขภาพในช่องปาก การแปรงฟันให้ถูกวิธี จะทำให้เด็กทุกคนเข้าใจและใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพฟันมากขึ้น ช่วยลดปัญหาฟันผุในอนาคตได้

ผมจำได้ว่าสมัยเป็นเด็กไม่เคยรู้จักหมอฟันเลย แถวข้างบ้านมีหมอฟันซึ่งไม่รู้ว่าเป็นหมอจริงหรือเปล่า เป็นคนจีนมาเปิดบริการรักษาโรคฟันให้ชาวบ้าน สามารถอุดฟัน ถอนฟันได้ เป็นที่นิยมเพราะรักษาหายได้ ค่อนข้างปลอดภัย ที่สำคัญสะดวกและราคาถูก ได้ข่าวว่าหลังจากเสียชีวิต ลูกชายรับช่วงต่อ แต่ไม่ได้รับความนิยมนักเพราะฝีมือไม่ดีเหมือนพ่อ ทำได้ไม่นานก็ปิดกิจการ คงเป็นเพราะสมัยนั้นยังไม่มีคลินิกทันตกรรมที่ดำเนินการโดยหมอฟัน ไม่เหมือนปัจจุบันที่มีอยู่ทั่วไป

ตั้งแต่เด็กผมไม่เคยตรวจสุขภาพฟันหรือพบหมอฟันเลย เรียนสุขศึกษาก็สอนให้รู้จักแปรงฟันวันละ 2ครั้ง เวลาเช้า และก่อนนอน สมัยนั้นเมื่อฟันน้ำนมโยก เราจะเอาเชือกผูกฟันซี่ที่โยกและให้เพื่อนดึงให้หลุด พวกเราจะถูกผู้ใหญ่หลอกว่าจะต้องโยนฟันซี่ที่หลุดนั้นขึ้นไปบนหลังคาบ้าน จะเป็นเคล็ดลับให้ฟันงอกขึ้นมาใหม่ พวกเราก็เชื่อและปฏิบัติตาม แสดงว่าความรู้เกี่ยวกับฟันในสมัยนั้นมีน้อยจริงๆ

ทุกวันหลังตื่นนอนและก่อนนอน เราจะใช้นิ้วมือจุ่มน้ำให้เปียกแล้วแตะยาสีฟันซึ่งอยู่ในซองมีลักษณะเป็นผงสีขาว แล้วเอานิ้วมือนั้นมาถูฟันให้ทั่วทั้งปาก รสชาติเฝื่อนๆ ไม่ค่อยมีฟองแล้วจึงบ้วนน้ำทิ้ง ต่อมามีแปรงสีฟันใช้แทนนิ้วมือแต่ยาสีฟันยังคงเป็นผงสีขาวอยู่ เราใช้จนขนแปรงเยินหมด บางครั้งแปรงฟันทีเลือดออกกบปากไปหมด ทำให้เด็กๆไม่ชอบการแปรงฟัน ไม่เหมือนปัจจุบันที่แปรงสีฟันมีรูปแบบและสีสันงดงาม ขนแปรงก็อ่อน ยาสีฟันมีกลิ่นหอม มีรสชาติของผลไม้ ทำให้เด็กๆ ทุกคนชอบการแปรงฟัน มีการสอนวิธีแปรงฟันอย่างถูกวิธีด้วย สำหรับผมแล้วแม้ในปัจจุบันเวลาไปตรวจฟัน น้องๆ หมอฟันยังคงสอนวิธีแปรงฟันให้ถูกวิธีอยู่เสมอ แสดงว่ายังคงแปรงฟันได้ไม่ถูกวิธี แสดงให้เห็นว่าการสอนสุขศึกษามีความสำคัญ ควรสอนให้ถูกต้องตั้งแต่ยังเด็กจึงจะได้ผลดีที่สุด

ผมไม่เคยพบหมอฟันจนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ขณะนั้นมีอาการปวดฟันเนื่องจากฟันผุ ได้รับการอุดฟัน  ถอนฟัน รวมถึงรักษารากฟัน ครบสูตร ทำให้เข้าใจได้ว่าอาการปวดฟันนั้นทรมานจริงๆ และหมอฟันเหมือนเทวดาที่ช่วยรักษาความทุกข์ทรมานนั้นได้ อีกทั้งยังสามารถเก็บรักษาฟันซี่สำคัญให้ใช้งานต่อไปได้อีกโดยไม่ต้องถอนทิ้ง เพียงแต่ต้องอาศัยการรักษารากฟันที่ใช้เวลานานและหลายๆ ครั้งจนมั่นใจได้ว่าสามารถเก็บรักษาไว้ได้จึงจะทำการอุดฟัน ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างแท้จริง

ปัจจุบันหลังจบเป็นหมอฟันที่ใช้เวลาเรียน 6 ปี แล้ว ยังมีการเรียนเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่ต้องใช้เวลาเรียนอีก 3ปี เช่นปริทันตวิทยา ดูแลรักษาโรคเหงือก กระดูกรองรับรากฟัน ฝังรากฟัน ทันตกรรมสำหรับเด็ก ทันตกรรมจัดฟัน ซึ่งมีความสำคัญตั้งแต่การดูแลเด็กแรกเกิดที่ปากแหว่งเพดานโหว่ให้ดูดนมได้ จนถึงการจัดฟันร่วมกับแพทย์สาขาอื่น เพื่อให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทันตกรรมประดิษฐ์ ดูแลฟันปลอม ฟันเทียม วิทยาเอ็นโดดอนต์ ดูแลรักษาคลองรากฟัน ทันตกรรมหัตถการ อุดฟันครอบฟันที่ยากๆ รวมถึงศัลยศาสตร์ช่องปากและแมกซิลโลเฟเชียลที่รับผิดชอบการถอนฟัน ผ่าตัดเล็กในช่องปาก รวมถึงการผ่าตัดใหญ่ในห้องผ่าตัด เช่น รักษาการบาดเจ็บของกระดูกขากรรไกร การผ่าตัดในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งหมอฟันสาขานี้จะต้องอยู่เวรเพื่อรับคนไข้ฉุกเฉินใน รพ. ด้วย

“หมอฟัน” ทำให้ผมเข้าใจถึงความอดทนในการทำงาน เพราะความสะอาดในช่องปากแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนอ้าปากทีนึงแทบสลบ ตัวผมเองเมื่อนัดตรวจกับหมอฟัน แม้ว่าจะทำความสะอาดเป็นพิเศษก็ยังรู้สึกเกรงใจคุณหมอว่าอาจมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เคยคุยกับหมอฟันหลายๆ คนต่างบอกว่าเคยชินแล้ว คนไข้บางคนขนาดใส่หน้ากากสองชั้นยังได้กลิ่นเลย เราจึงควรเห็นใจคุณหมอฟัน ด้วยการรักษาความสะอาดในช่องปากให้ดีด้วย

ผมจำได้ว่าหลายปีก่อนมีเด็กชายอายุ 3ขวบ ป่วยเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดชนิดรุนแรง จำเป็นต้องส่งตัวไปรับการผ่าตัดหัวใจที่โรงพยาบาลในโรงเรียนแพทย์ ก่อนส่งจะต้องมีการตรวจรักษาฟันให้เรียบร้อยเพราะถ้าฟันผุจะมีเชื้อแบคทีเรียที่จะเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อหลังผ่าตัดได้ รายนี้หมอฟันจำเป็นต้องนำตัวเด็กเข้าไปตรวจรักษาในห้องผ่าตัดเพราะเด็กยังเล็กและจะต้องตรวจละเอียด จำเป็นต้องใช้ยาสลบเพื่อระงับความรู้สึกในขณะทำการตรวจรักษา หลังตรวจรักษาไปได้สักพักเด็กเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว มีการระดมทีมช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ แต่ไม่สำเร็จ เด็กเสียชีวิตในที่สุด ผมจำได้ว่าหมอฟันซึ่งเป็นน้องผู้หญิงเป็นหมอฟันเด็กโดยเฉพาะ ร้องไห้เสียใจอย่างมาก ไปร่วมงานศพทุกคืนและร่วมพิธีเผาศพเด็กด้วย ทางพ่อแม่และญาติของเด็กต่างก็เข้าใจคุณหมอว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว กว่าคุณหมอจะทำใจได้ต้องใช้เวลาอีกนาน ไม่ว่าจะเป็นหมอหรือหมอฟันเมื่อคนไข้ที่ตนเองกำลังรักษาเกิดภาวะแทรกซ้อนเสียชีวิตโดยไม่ได้คาดคิด จะรู้สึกแย่มากๆ คิดทบทวนเป็นร้อยๆ ครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนซึมเศร้าไปนาน ผมอยากขอร้องให้ทุกคนรู้สึกเห็นใจพวกเราด้วย ไม่มีใครที่อยากทำให้เกิดผลร้ายต่อคนไข้ ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างไม่คาดคิดกับคนไข้ คนที่เสียใจที่สุดไม่น้อยไปกว่าตัวคนไข้หรือญาติก็คือหมอที่ทำการรักษา ผมไม่อยากให้สังคมหรือสื่อรุมกันประณามหมออีก จะเป็นการซ้ำเติมหรือตอกย้ำให้คุณหมอนั้นรู้สึกแย่ไปกว่านั้นอีก หลายครั้งที่ทำให้เราเสียหมอที่ดีๆ ไป หลายคนเลิกเป็นหมอหรือย้ายไปทำงานใน รพ.เอกชนที่มีคนไข้น้อยกว่า ทำให้คนไข้ส่วนใหญ่เดือดร้อนไปด้วย

ผมยอมรับว่ามีหมอฟันจำนวนมากที่ดี มีคุณธรรมจริยธรรม ดูแลรักษาคนไข้ด้วยหัวใจ จำได้ว่าขณะเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน โรงพยาบาลขาดแคลนศัลยแพทย์ และไม่มีแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง โชคดีที่มีหมอฟัน ที่จบด้านศัลยกรรมช่องปาก แม้จะเป็นหญิงแต่มีความมุ่งมั่นมาก อยู่เวร รพ.นอกเวลาเพื่อดูแลและผ่าตัดคนไข้ฉุกเฉินจากอุบัติเหตุที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณกระดูกขากรรไกรและช่องปาก สามารถทำงานประสานกับแพทย์แผนกศัลยกรรมได้เป็นอย่างดี และเนื่องจาก รพ.น่านไม่มีแพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง หมอฟันท่านนี้ยังช่วยทำผ่าตัดแก้ไขเด็กที่พิการแต่กำเนิดปากแหว่งเพดานโหว่ ฝีมือผ่าตัดดีมาก เป็นที่ยอมรับของศัลยแพทย์และกุมารแพทย์ นอกจากนี้ยังชวนเพื่อนๆหมอฟันตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กปากแหว่งเพดานโหว่ที่อยู่ห่างไกล ฐานะยากจน ให้เป็นค่าเดินทางเพื่อมารับการผ่าตัดและติดตามการรักษา และยังซื้อเครื่องมือที่จำเป็นในการผ่าตัดให้รพ.อีกด้วย โดยไม่ต้องการออกสื่อหรือรับรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้ผมสร้างคนดีแทนคุณแผ่นดินต่อไป

ขณะเดียวกันผมได้รับทราบจากน้องหมอฟันรุ่นพี่ๆ ว่าปัจจุบันมีหมอฟันรุ่นน้องหลายคนรับจัดฟันให้วัยรุ่นโดยไม่มีข้อบ่งชี้ (จัดฟันตามแฟชั่น) ทั้งที่รู้ว่าเป็นการสิ้นเปลืองไม่เกิดประโยชน์อันใด แต่ก็อ้างว่าดีกว่าให้เด็กเหล่านี้ไปจัดฟันกับหมอเถื่อนตามร้านเสริมสวย ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อได้ จะเห็นได้ว่าพวกเราที่เรียนมาโดยตรงมีความรู้ ควรที่จะช่วยกันอธิบายให้เด็กเหล่านี้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง แต่กลับไปลงมือทำเสียเองโดยมีข้ออ้างที่ทำให้ดูเหมือนว่าเป็นการกระทำที่เหมาะสม

ทำให้ผมคิดถึงพระราชหัตถเลขาของ ร.5 ที่ทรงเขียนถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส (สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่10) ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2441 ว่า

“ต่อไปภายหน้า ถ้าคนที่ได้เล่าเรียน คงจะประพฤติตัวดีกว่าคนที่ไม่ได้เล่าเรียนนั้นหาถูกไม่

คนไม่มีธรรมเป็นเครื่องดำเนินตาม คงจะหันไปทางทุจริต

ถ้ารู้น้อย ก็โกงไม่ใคร่คล่องฤาโกงไม่สนิท

ถ้ารู้มาก ก็โกงคล่องขึ้นและโกงพิสดารมากขึ้น”

ผมเดินสายบรรยายทุกแห่งให้เห็นความสำคัญในพระราชหัตกเลขานี้ เรามีต้นทุนชีวิตสูงกว่าคนอื่นมากมาย มีโอกาสได้เรียนจนจบการศึกษาจากสถาบันที่มีชื่อเสียง มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่พอเพียงกับการมีชีวิตที่ดี จึงจำเป็นต้องมีคุณธรรมจริยธรรมให้สมกับที่ได้รับการศึกษาดีกว่าคนอื่น

ไม่ว่าจะเป็น "หมอ" หรือ "หมอฟัน" ต่างก็มีหน้าที่ดูแลรักษาคนไข้ให้พ้นจากความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย ผมขอให้พวกเราปฏิบัติตามค่านิยมร่วมของชาวรพ.น่าน ที่ใช้กันมาตั้งแต่สมัย อ.นพ.บุญยงค์ วงค์รักมิตร ว่า

“จะทำงานอย่างเต็มความรู้ความสามารถ

ด้วยความระมัดระวัง

และด้วยความปรารถนาดีต่อคนไข้และญาติ”

ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเราปฏิบัติตามแล้วจะมีความสุขความเจริญ ตลอดไป

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”