“เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (5)”

            หลังจากที่ได้เดินสายสร้างคนดีแทนคุณแผ่นดินมานานร่วม3ปี ผมได้พบว่าความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไปไม่เหมือนสมัยผม คงเปลี่ยนตามสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เคยเป็นสังคมคุณธรรมเปลี่ยนเป็นสังคมทุนนิยม วัตถุนิยม จากสังคมปรองดองเปลี่ยนเป็นสังคมแห่งความขัดแย้ง ชื่นชมคนมีฐานะ คนมีทรัพย์สินเงินทอง โดยไม่คำนึงว่าร่ำรวยมาได้อย่างไร จะเบียดเบียนใคร ผิดกฎหมายบ้านเมืองหรือไม่ ไม่แคร์แม้แต่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม สังคมที่นิยมการสร้างภาพ มีความสามารถในการประชาสัมพันธ์ตนเองหรือหน่วยงาน โฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ใช้เงินเพื่อการสร้างภาพมากกว่าสร้างคุณค่าที่แท้จริง คนรุ่นใหม่จึงหลงไปกับภาพลวงตาเหล่านี้ ความฝันของทุกคนจึงมุ่งสู่ความร่ำรวยและชื่อเสียงเป็นสำคัญ ลืมเรื่องที่จะทำสิ่งดีงามสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคม ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นที่กำลังเดือดร้อนหรือประสบกับความทุกข์ 

           จากการเป็นแพทย์มานานผมเชื่อว่าไม่มีความทุกข์ใดจะมากไปกว่าทุกข์จากความเจ็บป่วย วันก่อนผมมีโอกาสไปเยี่ยมน้องชายที่รพ.ซึ่งเป็นนักธุรกิจ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเป็นพันๆล้านบาท โดยปกติมีโรคประจำตัวแต่ดูแลตัวเองดีไม่เคยต้องเข้ารพ. แต่ครั้งนี้ต้องนอนรพ. พอเข้าทีก็รุนแรงถึงขั้นต้องทำผ่าตัดใหญ่ อยู่รพ.นานและยังต้องรักษาต่อเนื่องอีก ดูจากหน้าตาที่อิดโรย ร่างกายที่ผ่ายผอมเพราะน้ำหนักลดลงมาก แววตาที่แสดงความกังวล ไม่มีความสุข ต่างไปจากเดิมที่แสดงออกถึงความเป็นคนมีความสุข มีความกระตือรือร้น ร่าเริง แจ่มใสทำให้ทุกคนที่พบเห็นมีความสุขไปด้วย ทำให้ผมคิดถึงสัจธรรมแห่งชีวิตที่ว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

           หลังจากใช้ชีวิตมากว่าครึ่งทาง ได้เห็นถึงการเกิดแก่เจ็บตาย ทำให้ได้คิดว่า “ชื่อเสียง เกียรติยศ เงินทองที่ทุกคนทุ่มเททำงานหนักเพื่อให้ได้มา แต่เมื่อได้มาแล้วไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขเพิ่มขึ้นมากนัก ความสัมพันธ์ที่ดีงามกับคนรอบข้าง การทำสิ่งดีงามให้สังคม กลับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิต ทำให้ใจเป็นสุขได้แม้ยามเผชิญกับความเจ็บป่วยร้ายแรง และคงเป็นสิ่งที่จะติดตัวเราไปในเวลาที่ต้องจากโลกนี้ไป”

            ผมพยายามให้ข้อคิดกับทุกคนที่ทำงานรพ.ให้ตระหนักถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ งานของเรานั้นคือการดูแลคนไข้ คนไข้แต่ละคนย่อมหมายถึงแต่ละชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของใคร จะยากดีมีจน เชื้อชาติสัญชาติใด ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าทั้งสิ้น โดยเฉพาะกับพ่อแม่ญาติพี่น้องตลอดจนคนใกล้ชิด เราจึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่ความมุ่งมั่นที่จะดูแลรักษาคนไข้ให้ดีที่สุด ใช้ความรู้ที่ทันสมัยและเป็นที่ยอมรับ มีความใส่ใจ เอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในรายที่อาการหนักหรือยังไม่ปลอดภัย ควรมาเยี่ยมดูคนไข้บ่อยๆว่ามีการตอบสนองต่อการรักษาอย่างไร เมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลงจะได้ให้การรักษาที่ถูกต้องทันเวลา  และเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือเหตุไม่พึงประสงค์จะต้องแสดงความรับผิดชอบ กล้าที่จะบอกกับคนไข้ ญาติพร้อมแสดงความเสียใจที่ผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ต้องไม่ทอดทิ้งหรือหนีหายไปไม่มาดูคนไข้ ปล่อยให้คนอื่นดูแลแทน ควรต้องดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าทำได้ดังนี้จะแสดงให้เห็นว่าเรารู้ถึงคุณค่าชีวิตของคนไข้ เข้าใจในความเดือดร้อนของเขาและไม่ว่าผลการรักษาจะเป็นเช่นไร เราจะยังเป็นที่รักที่ไว้วางใจของคนไข้และญาติทุกคน

           ปัจจุบันแพทย์ พยาบาลตลอดจนนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาลต่างบอกว่าไม่มีตัวอย่างดีๆของอาจารย์หรือรุ่นพี่ให้เห็น ผมได้บอกกับทุกคนว่าคนดีไม่ดีนั้นเป็นตัวอย่างให้เราได้เสมอ คนดีเป็นตัวอย่างให้เราทำตาม คนไม่ดีก็เป็นตัวอย่างให้เราไม่ทำตาม เราต้องรู้จักเลือกที่จะทำตามในสิ่งที่ดีงาม เมื่อเห็นคนอื่นทำไม่ดีแล้วจะเอาเป็นข้ออ้างให้ทำตามคงไม่ถูกต้อง ถ้าเห็นตัวอย่างรู้ว่าไม่ดีแล้วยังทำตามแสดงว่าเราแย่กว่าอีก เดี๋ยวนี้ตัวอย่างที่ดีนั้นมีน้อยและไม่ค่อยมีคนอยากเอาอย่างเพราะสิ่งตอบแทนมักเป็นนามธรรมความภูมิใจที่ทำสิ่งดีงามหรือรางวัลที่เป็นคนดีได้แต่โล่และเกียรติบัตรมากมาย แต่ตัวอย่างไม่ดีนั้นมีมากและมีแต่คนอยากเอาอย่างเพราะสิ่งที่ได้รับมักเป็นรูปธรรมชัดเจนเช่นเงินทองและของมีค่าต่างๆ เราจึงต้องช่วยกันชื่นชมคนดีมากกว่าคนที่ร่ำรวยโดยเฉพาะที่มาของรายได้ไม่ชัดเจน ผมจึงขอให้ทุกคนทำตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนรุ่นหลังเดินตามด้วยและเมื่อเห็นรุ่นน้องทำในสิ่งไม่ถูกต้องพี่ก็มีหน้าที่สะกิดและทำตัวอย่างที่ดีให้น้องเห็น สังคมจึงจะน่าอยู่

            ผมจะบอกกับข้าราชการทุกคนเสมอว่า “การเป็นข้าราชการที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไขว่คว้าหาตำแหน่งใดๆ เพราะไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็สามารถทุ่มเททำงานอย่างดีที่สุดได้”  ผมเชื่อว่า “ตำแหน่งไม่ทำให้คนมีเกียรติ คนต่างหากที่ทำให้ตำแหน่งมีเกียรติ” ดังนั้นข้าราชการบางคนแม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดแต่ก็มีคนเคารพนับถือมากมายยิ่งกว่าหัวหน้าด้วยซ้ำ จะเห็นได้ชัดเจนหลังเกษียณอายุ เมื่อไม่มีตำแหน่งที่เป็นหัวโขนแล้ว หัวหน้าบางคนเมื่อกลับไปที่ทำงานเดิมไม่มีใครเคารพหรือทักทายก็มี ผิดกับบางคนที่เป็นเพียงข้าราชการธรรมดามีแต่คนเข้ามาทำความเคารพทักทาย ผมเชื่อว่า"บารมี"ที่เกิดขึ้นในแต่ละคนนั้นย่อมเกิดมาจากการทำความดี ทำสิ่งดีงามบวกกับระยะเวลาที่ทำมาอย่างสม่ำเสมอจนทุกคนสัมผัสได้

           ผมชอบข้อความที่มีคนส่งต่อให้ทางโซเชียลมีเดียว่า “ชีวิตเปรียบเหมือนดั่งเทียน จุดขึ้นเพื่อรอวันดับ ชีวิตเราเกิดมาคนเดียว ก็ไปคนเดียว อย่าไปคาดหวังอะไรจากใคร” เป็นการให้ข้อคิดกับเราว่าทุกชีวิตที่เกิดมาเปรียบเหมือนเทียนที่จุดขึ้น ไม่รู้ว่าจะดับเมื่อใด เวลาดับย่อมไม่เท่ากันบางเล่มไหม้ไปไม่ถึงครึ่งถูกลมพัดวูบเดียวดับแล้ว บางเล่มวูบไปวูบมาแต่ไม่ดับ บางเล่มไหม้จนหมดทั้งเล่ม จึงควรใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ไม่ควรผัดวันประกันพรุ่ง โดยเฉพาะจะทำสิ่งดีงาม สิ่งที่มีคุณค่าต้องรีบทำทันที เวลาที่ผ่านไปถ้าไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ก็เหมือนกับปล่อยให้โอกาสผ่านพ้นไป ไม่รู้ว่าจะหมดเวลาของเราเมื่อไหร่

           ทุกครั้งก่อนจบการบรรยายผมจะนำสุภาษิตจีนที่แม่ยายสอนไว้นานแล้ว แต่มีความหมายดีมากมาเตือนสติทุกคนให้ได้คิดว่า

            ทาฉีจุ้นหม่า : เขาขี่ม้าสง่างาม (ม้าตัวโต วิ่งเร็วนั่งบนหลังม้าย่อมสบายและสง่า มีแต่คนมอง)

            อั่วฉีหลี : ฉันขี่ลา(ตัวก็เล็ก เวลานั่งก็ไม่สบาย ก้นบิดไปบิดมา วิ่งก็ช้าไม่ทันใจ)    

            จื่อซี่ซือเลี่ยง ซิปุ้หยู่ : คิดๆแล้วฉันเทียบเขาไม่ได้เลย

            หุยโถวไจ้คั่น ทุยเชอหั้น : หันหัวไปดู เห็นรถเข็น(คนอื่นนอกจากจะไม่มีลาให้ขี่แล้ว ยังต้องเข็นรถด้วยความยากลำบากด้วย)

             ปี่เฉียนปุ๊จุ๊ โฮ่วเอี่ยวหวี : เปรียบเทียบข้างหน้าสู้เขาไม่ได้ ข้างหลังดีกว่าเยอะ

           เป็นการเตือนสติให้เรารู้ว่าอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนที่เหนือกว่าเพราะจะทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ให้มองคนที่ด้อยกว่าบ้างจะได้รู้ว่าชีวิตเรายังดีกว่าคนอีกมากมาย จะได้รู้จักคุณค่าของชีวิตและมีศรัทธาในตัวเอง

           ผมอยากร้องขอให้พวกเราทุกคนร่วมกันทำความดี ซึ่งทำได้ไม่ยากด้วยการทำในสิ่งที่ควรทำและไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เพียงแค่นี้สังคมเราก็จะน่าอยู่และมีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนตลอดไป

           ท้ายที่สุดแล้วผมเชื่อเสมอว่า “ทุกๆสิ่งล้วนอยู่ที่ใจ”

           ผมขอให้ทุกคนทำงานอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะมีหน้าที่อะไร ขอให้ทำให้ดีที่สุด ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ไม่เบียดเบียนคนอื่น ขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นคน

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์