"เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (4)"

52.Humanized health care

(การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้)

                                                                   นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

                                                                        ก.ค. 2560

"เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (4)"

            ผมยังจำได้ว่าในวันครบรอบวันเกิดอายุครบ 60ปีบริบูรณ์ วันที่ 21 มี.ค. 2557 (เกิดวันเดียวกับนายกตู่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา) สิ่งแรกที่ทำในเช้านั้นคือไปกราบขอพรจาก อ.นพ.บุญยงค์ วงค์รักมิตร ที่ห้องกิจการพิเศษ รพ.น่าน ซึ่งอาจารย์จะมานั่งทำงานเป็นประจำในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานประชาคมน่าน ทุกวันราชการ ตั้งแต่เวลาราว 9.30น. ถึงเที่ยง วันนั้นอาจารย์ได้ดึงตัวผมไปกอดพร้อมให้พรผมมากมาย และกระซิบบอกผมว่า “ผอ.ยังมีเวลาทำงานให้แผ่นดินอีก 20 ปี” ผมได้ถามอาจารย์ว่า “เมื่อไหร่ อาจารย์จะเกษียณ เพราะปีนั้น อาจารย์ย่างเข้า 81ปีแล้ว ยังคงมาทำงานทุกเช้า อาจารย์ไม่ตอบ แต่ชี้ไปที่รูปในหลวง ร.9 พร้อมถามผมว่า พระองค์ปีนี้ 86พรรษาแล้ว ทรงเกษียณแล้วยัง ยังทรงงานอยู่ทุกวันเพื่อประชาชนแล้วเราจะเกษียณได้อย่างไร”

            หลังจากนั้นผมได้คิดทบทวนว่าหลังเกษียณจะทำอะไร ที่แน่ๆคงไม่กลับไปเปิดคลินิกหรือทำงานรพ.เอกชนเพื่อหาเงินแล้ว แต่จะทำอะไรดีเพื่อแทนคุณแผ่นดิน ผมได้เห็นถึงความวุ่นวายในสังคมที่มีแต่ความแตกแยก มีการโจรกรรม ทำร้ายฆ่ากันตายทุกวัน ไม่มีความปลอดภัย ด้านการเมืองก็มีแต่เรื่องโกงกิน คอรัปชั่น แม้แต่ในวงการแพทย์และสาธารณสุขก็มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งภายในองค์กร การฟ้องร้องทางการแพทย์ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้จะลดลงถ้าสังคมมีคนดีเพิ่มขึ้น ผมจึงตัดสินใจว่าจะสร้างคนดีแทนคุณแผ่นดิน เมื่อมีโอกาสได้บอก อ.บุญยงค์ ท่านดีใจมาก ตลอดเวลา2ปีที่อยู่รพ.น่านผมได้ข้อคิดจากท่านมากมายเพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการบรรยายในการสร้างคนดี

            ผมกลับไปรพ.น่านอีกครั้งเพื่อร่วมงาน “60ปีรพ.น่าน” ในวันที่ 21ก.พ. 2559 มีการเสวนาถึงรพ.น่านในแต่ละสมัยโดย ผอ.รพ.น่าน 5คน หลังเสร็จพิธีแล้วผมได้ไปส่ง อ.บุญยงค์ วงค์รักมิตรที่บ้านสวน ท่านได้บอกกับผมว่า “ขอให้ผอ.สร้างคนดีแทนคุณแผ่นดินต่อไปอย่าได้หยุด เพราะ ผอ.มี (ท่านชี้ที่อกข้างซ้ายของผม ชี้ที่หัวและจับมือผม) ทำต่อไปนะ” ผมรู้เลยว่าอาจารย์กำลังบอกกับผมว่า ผมมีหัวใจ(Heart)ที่มุ่งมั่น มีความรู้(Head)และมีประสบการณ์(Hand)ที่สะสมมายาวนาน มันคือหัวใจในการพัฒนางาน(3H) ผมเชื่อว่าในการทำงานใดก็ตามหัวใจสำคัญที่สุด คือต้องมีใจที่มุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ ใจที่มั่นคงไม่ไหวหวั่นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ผมขอฝากข้อคิดนี้ให้กับทุกคนเพื่อใช้ในการพัฒนางานในหน้าที่ของเราให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

            มีหลายคนบอกกับผมว่าการสร้างคนดีนั้นจำเป็นต้องทำตั้งแต่ยังเด็ก ควรมีการปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่ระดับประถม การมาสอนตอนโตนั้นโอกาสสำเร็จน้อย แต่ในความคิดของผม แม้ว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆมามากมายทั้งสมหวัง ผิดหวัง บางครั้งต้องสูญเสียญาติสนิท การที่มีคนมาสะกิดให้คิดมุมมองก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แม้ไม่เกิดขึ้นทันทีก็อาจค่อยๆเปลี่ยนไป พระอาจารย์ท่านว.วชิรเมธี เคยให้พรผม4ประการ มีข้อหนึ่งที่ว่า “ขอให้เป็นคนดีเหมือนองคุลีมาล พระอาจารย์อธิบายว่าแม้องคุลีมาลจะเคยฆ่าคนมาถึง 999คนเพื่อเอานิ้วมือมาร้อยเป็นสร้อยคอให้ครบ1,000คนตามความเชื่อที่อาจารย์บอก ยังสามารถกลับตัวเป็นคนดี บรรลุพระอรหันต์ได้” ทำให้ผมมีกำลังใจในการสร้างคนดีมากขึ้นเพราะถ้าเราสามารถเปลี่ยนคนที่ไม่ดีให้เป็นคนดีได้ จะเกิดคุณประโยชน์อย่างมากต่อสังคมโดยเฉพาะถ้าคนคนนั้นมีบทบาทหน้าที่สำคัญในสังคมเช่นเป็นครู แพทย์ พยาบาลที่จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นต่อไป

            มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยถามผมว่า “พิษณุ ไม่เหนื่อยหรือเห็นเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อสร้างคนดี หวังอะไร?” ผมได้ตอบท่านไปว่า"เหนื่อยครับ แต่ก็มีความสุขเพราะมีความรักและศรัทธาในสิ่งที่ทำ ผมหวังเพียงว่าไปบรรยายครั้งหนึ่งมีคนดีเพิ่มขึ้น1คน ผมก็ดีใจแล้ว คนหนึ่งคนที่ดีขึ้นจะทำให้อีกหลายๆคนได้รับผลกระทบที่ดีมากมาย โดยเฉพาะถ้าเป็นแพทย์ พยาบาลหรือบุคลากรทางการแพทย์ คนไข้จะได้รับอนิสงค์อย่างมาก" ท่านชื่นชมและฝากให้ช่วยพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวง ร.9ทรงสอนพวกเรามาหลายสิบปี แต่ยังมีคนนำไปปฏิบัติน้อย ผมจึงรับปากว่าจะนำไปเป็นส่วนสำคัญในการบรรยายด้วยทุกครั้ง โดยเริ่มต้นจากพระบรมราโชวาทที่ว่า

            “ผู้คนต่างเสียเวลาไปกับการดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อหาเงินมาจับจ่ายใช้สอยให้ตนเองมีทัดเทียมกับคนอื่น เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันทางวัตถุ สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตคนในสังคมไทยไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่เคยมีชีวิตเรียบง่าย ให้ความสำคัญกับจิตใจมากกว่าวัตถุ ยึดถือในเรื่องคุณธรรม ความดีงามมากกว่าเงินทองทรัพย์สมบัติ”

            ทำให้ผมคิดถึงสมัยที่เป็นผู้บริหารรพ.แต่ละวันต้องเซ็นใบรับรองเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่เพื่อนำไปกู้เงินจากธนาคาร บางวันมีมากถึง50คนทีเดียว มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเงินเดือน 25,000บาท แต่รับจริงแค่ 5,000บาท แล้วยังจะกู้เงินเพิ่มอีกเพื่อเปลี่ยนรถใหม่ ผมถามว่าจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ เธอตอบว่ามีเงิน OT ผมถามว่าถ้าเกิดป่วยหรือประสบอุบัติเหตุขึ้นเวรไม่ได้จะทำอย่างไร หวังเงินชดเชยก็ไม่ได้เพราะไม่เคยทำประกันชีวิต ที่น่าสนใจก็คือรถเดิมก็ยังดีอยู่ใช้ไม่ถึง 5 ปี แต่อยากเปลี่ยนรุ่นใหม่ แพงกว่าเดิมขนาดเครื่องใหญ่ขึ้นซึ่งก็หมายถึงค่าบำรุงรักษาที่มากขึ้นด้วย ผมพยายามเกลี้ยกล่อมให้คิดถึงคำสอนเรื่องความพอเพียงของในหลวง ร.9 แต่ก็ไม่ได้ผล มีน้อยรายที่จะกู้เงินเพื่อสร้างบ้านหรือนำไปลงทุนทำการค้าเสริมงานประจำซึ่งผมจะสนับสนุนเพราะเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ ผมได้ฝากให้หัวหน้ากลุ่มงาน หัวหน้าหอผู้ป่วยคอยสอดส่องดูแลชี้แนะให้น้องๆนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นแนวทางในการกำเนินชีวิตด้วย

            เจ้าหน้าที่รพ.หลายคนโดยเฉพาะพยาบาลเมื่อสร้างหนี้ไว้ก็ต้องทำงานมากขึ้น บางคนอยู่เวรมากกว่าที่สภาวิชาชีพกำหนด เนื่องจากไปอยู่เวรที่รพ.เอกชนด้วยทำให้ร่างกายอ่อนล้า สมรรถภาพของการทำงานแย่ลงทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ได้ ผมเคยถามเจ้าหน้าที่ว่ารู้ไหมทำไมเมื่อมีการแลกเวรจะต้องให้หัวหน้าเซ็นรับทราบด้วย หลายคนรู้แต่เพียงว่าเป็นระเบียบปฏิบัติต่อเนื่องกันมานาน ความจริงแล้วต้องการให้หัวหน้าพิจารณาถึงความเหมาะสมด้วย ต้องดูว่าอยู่เวรติดกันเกินไปหรือไม่เพราะจะทำให้ความสามารถในการทำงานไม่เป็นไปตามมาตรฐานโดยเฉพาะในเวรดึก ทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ได้ มีเจ้าหน้าที่หลายคนที่มีปัญหาครอบครัวถึงขั้นหย่าร้าง ด้วยเหตุผลที่ว่าอยู่แต่เวรจนไม่มีเวลาดูแลครอบครัว มีน้องพยาบาลคนหนึ่งถึงกับฆ่าตัวตายเนื่องจากคนรักเอาใจออกห่างหลังจากกู้เงินซื้อรถให้ เนื่องจากมาหาเมื่อไรก็อยู่เวรเพื่อหาเงินใช้หนี้ จึงมีแฟนใหม่ เสียทั้งแฟนเสียทั้งรถ น่าเศร้ายิ่งนัก ผมเชื่อว่าแนวคิดเรื่อง “ความพอเพียง” ของในหลวง ร.9 จะเป็นพื้นฐานการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง

            ผมได้นิมนตร์พระอาจารย์ว.วชิรเมธีจากไร่เชิญตะวัน เชียงราย ไปบรรยายธรรมให้คนรพ.น่านและชาวน่านฟัง เมื่อ 7ก.ย. 2557 เนื่องจากใกล้ครบวาระราชการแล้ว ชาวน่านบอกไม่มีโอกาสได้ฟังการบรรยายธรรมของพระอาจารย์ ท่านมีเมตตาต่อผมมากได้มาบรรยายที่รพ.น่านในหัวข้อ “ชีวิตน้อยหนึ่ง นี้มีคุณอนันต์” วันนั้นทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนเต็มห้องประชุมทั้งที่เป็นวันเสาร์ วันนั้น อ.ถวัลย์ ดัชนีศิลปินแห่งชาติเพิ่งเสียชีวิต พระอาจารย์ได้บรรยายถึงเรื่องการเกิดแก่เจ็บตาย ความยากลำบากเพียงใดที่จะเกิดมาเป็นคน ได้ชี้ให้เห็นว่าอาจารย์ถวัลย์เป็นตัวอย่างของการ “มาสว่าง ไปสว่าง” เนื่องจากเกิดในตระกูลที่ดี มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี เมื่อยามจากไปได้ทำคุณงามความดีไว้มากมาย สร้างผลงานศิลปไว้ทั่วโลก ตลอด 2ชม.ที่พระอาจารย์บรรยายนั้นทุกคนมีความสุข สงบมาก ผมได้สรุปไว้ว่า “โชคดีที่สุดแล้วที่ได้เกิดมาเป็นคน คนเรานั้นไม่ว่าจะมามืดหรือสว่าง แต่ต้องพยายามไปสว่าง การไปสว่างนั้นไม่ยาก เพียงแต่ต้องเปลี่ยนตัวเองจากคนที่มีมูลค่าให้เป็นคนที่มีคุณค่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนนั้นไม่พอ ต้องเป็นที่พึ่งให้คนอื่นด้วย” หลังการบรรยายธรรมขณะฉันท์เพล ผมได้กราบเรียนพระอาจารย์ว่าตลอด 60ปีที่ผ่านมาผมถามตัวเองว่ามีมูลค่าเท่าไร ผมบอกได้เลยเพราะเป็นรูปธรรม เงินทองสมบัติพัสถานหรือหนี้สินที่มีอยู่ ทั้งหมดล้วนเป็นค่าตอบแทนจากการหาเลี้ยงชีพ แต่พอถามตัวเองว่ามีคุณค่าเท่าใด ผมตอบไม่ได้เพราะเป็นนามธรรมเช่น ความดี ความงาม ความมีน้ำใจ ความซื่อสัตย์ ความสุจริต ความกตัญญูกตเวทีเป็นต้น ล้วนแล้วแต่เป็นการทำงานที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ผมคิดว่าโดยหน้าที่ของพวกเราที่ดูแลรักษาคนไข้ที่กำลังทุกข์จากความเจ็บป่วย นอกจากจะทำมาหาเลี้ยงชีพแล้วเรายังได้คุณค่าซึ่งไม่อาจตีเป็นมูลค่าได้เลย ขอเพียงทำหน้าที่ด้วยหัวใจที่ดีงามเท่านั้น

            เราควรสร้างคุณค่าให้ตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ดีงามโดยไม่หวังผลตอบแทนบ้าง เริ่มตั้งแต่เวลานี้เลย อย่ารอว่าให้มีเงินหรือมีฐานะดีก่อน เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าจะต้องจากโลกนี้ไปเมื่อใด

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”