"เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (3)"

51.Humanized health care

(การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้)

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

"เริ่มต้นจากตัวตน ชวนทุกคนเป็นคนดี (3)"

            ผมได้บอกกับทุกคนว่าในสมัยผมเรียนแพทย์หรือจบมาปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์เต็มตัวนั้น การแพทย์และสาธารณสุขเป็นเรื่องของคุณธรรมจริยธรรมผมแสดงภาพหูฟังแพทย์วางบนตำราทางการแพทย์ การดูแลรักษาคนไข้นั้นไม่มีเรื่องของผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง แม้แต่เรื่องรายได้หรือเงินเดือนพวกเราก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไร ทำงานกันหนักจนบางครั้งไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน อยู่แต่ในห้องผ่าตัดหรือรพ. แม้แต่เวลาทานข้าวก็ไม่แน่นอน แพทย์ทุกคนจะใช้เวลาในการทานอาหารน้อยมากส่วนใหญ่ไม่เกิน 10นาที ทุกคนตั้งใจทำงานเพื่อให้คนไข้หายจากการเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเป็นยุคสมัยแห่งทุนนิยมวัตถุนิยม ผมแสดงภาพให้เห็นว่ามีธนบัตรปึกใหญ่วางทับหูฟังแพทย์ซึ่งวางบนตำราอีกชั้นหนึ่ง ทำให้การดูแลรักษาคนไข้แตกต่างไปจากเดิมเพราะมีการคำนึงถึงเรื่องเงินและผลประโยชน์ตอบแทนมากขึ้น เป็นเหตุให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ล่าช้า ไม่เหมาะสมหรือได้รับการส่งตรวจมากเกินความจำเป็น

            ผมมักชี้ให้แพทย์รุ่นใหม่ดูว่าพวกเราทำงานเหมือนมีเทวดา นางฟ้าอยู่ข้างหนึ่ง คอยบอกให้เราทำสิ่งดีงาม ทำเพื่อคนไข้โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ ขณะเดียวกันก็จะมีซาตานหรือปีศาจคอยเสี้ยมสอนให้เราทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่เหมาะสม ทำโดยหวังผลประโยชน์แอบแฝง ทำให้ชีวิตของพวกเรามีความขัดแย้งในตัวเอง หลายคนที่ยังมีจิตสำนึกที่ดีจะรู้สึกผิดหรือไม่สบายใจเมื่อทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดปัญหาเป็นโรคกระเพาะอาหารจากความเครียดได้บ่อย ผมจะสะกิดให้ทุกคนได้คิดเอง เราโชคดีเพียงใดที่ได้ทำงานในรพ.ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือจนท.อื่นๆต่างมีหน้าที่ช่วยเหลือคนไข้จึงควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อคนไข้ จึงควรมีความสุขในการทำงานถึงจะถูก ผมมักอ้างคำสอนของสมเด็จพระราชบิดาที่ทรงสอนนิสิตแพทย์ว่า

"อาชีพแพทย์นั้นไม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่ยากจน

ถ้าอยากร่ำรวยต้องไปทำอาชีพอื่น

เพราะอาชีพแพทย์ต้องมีอุดมการณ์คือ

เมตตาและกรุณา"

            ผมขอร้องให้ รร.แพทย์ทุกแห่งนำไปติดประกาศให้ นร. นศ.ได้รู้ตั้งแต่แรก ก่อนตัดสินใจมาเรียนแพทย์ เมื่อเรียนจบแล้วจะได้ไม่ประกอบวิชาชีพเป็นแพทย์เชิงพาณิชย์ที่หวังกอบโกยเงินหรือผลประโยชน์จากคนไข้มากกว่าการเห็นอกเห็นใจและพยายามทำทุกวิถีทางให้คนไข้หายหรือทุเลาจากการเจ็บป่วยอย่างแท้จริง

            ผมจะขอให้ทุกคนคิดย้อนกลับไปเมื่อตอนเรียนจบใหม่ๆ ผมมั่นใจว่าทุกคนต่างสัญญากับตนเองว่าจะเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล เภสัชกรหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดี จะทำงานเพื่อคนไข้ จะทำให้ทุกคนภูมิใจ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้รุ่นน้อง จะไม่เอาเปรียบคนอื่น ฯลฯ ผมเชื่อว่าไม่มีใครที่ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะปากร้าย ดุด่าต่อว่าคนไข้ ขูดรีดเงินทองคนไข้หรือทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งามต่อวิชาชีพ แต่เมื่อเวลาผ่านไป 5ปี 10ปี 20ปี บนเส้นทางเดินของวิชาชีพมีทางแยกมากมาย เราอาจถูกชักจูงให้เดินออกนอกเส้นทาง ผมขอให้ทุกคนคิดเองว่าเรายังคงอยู่ในเส้นทางที่ตั้งใจไว้อยู่หรือไม่ หรือเดินออกไปนอกเส้นทางแล้ว อะไรทำให้เราเดินออกนอกเส้นทางที่ตั้งใจไว้ เมื่อคิดได้แล้วจะกลับมายังเส้นทางเดิมที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนจบใหม่ๆหรือไม่ ผมเพียงแต่มาสะกิดให้เห็นความจริงแต่ถ้าเราสามารถเปลี่ยนกลับมาได้ คนไข้ย่อมจะมีความสุขมาก เราและคนรอบข้างจะมีความสุขและภูมิใจมากเช่นกัน

            ในอดีตความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับแพทย์และทีมรักษาพยาบาลเปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน มีความไว้วางใจ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดเหตุไม่พึงประสงค์รุนแรงเพียงใด ต่างเห็นอกเห็นใจและเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปัจจุบันความสัมพันธ์ที่ดีงามนั้นเปลี่ยนแปลงไป อาจเกิดจากธุรกิจทางการแพทย์ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการแพทย์มากขึ้นในกรณีเกิดเหตุไม่พึงประสงค์จากการรักษาพยาบาลหรือเกิดความเสียหายต่อคนไข้ เมื่อขาดการสื่อสารที่ดีระหว่างคนไข้ ญาติและทีมแพทย์ที่ให้การรักษา เป็นเหตุให้เกิดการร้องเรียนหรือฟ้องร้องได้ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์เกิดความเครียด หลายคนทำงานด้วยความหวาดระแวงไม่มีความสุข หลายคนเปลี่ยนอาชีพไปก็มี

            ในกรณี “น้องหมิว” รพ.เลยที่ศาลตัดสินให้กระทรวงสาธารณสุขแพ้คดี มีคนโพสภาพผู้รักษาประตูฟุตบอลมาให้พร้อมกับบอกว่า “แพทย์ก็เหมือนผู้รักษาประตู แม้ว่าจะรับบอลได้เป็นร้อยเป็นพันลูกคนไม่สนใจแต่ เมื่อรับพลาดลูกเดียวเป็นที่สนใจขึ้นมาทันที” ผมบอกว่าผมไม่เชื่อสิ่งที่ผมเชื่อคือ “แม้คนไข้จะจำชื่อแพทย์ พยาบาลที่ดูแลเขาไม่ได้แต่เขาจะจำความรู้สึกดีๆที่ได้รับในยามเจ็บป่วยได้” ผมยังเชื่ออีกว่า “ทุกครั้งที่เราทำสิ่งดีงามจะมีคนได้รับผลเสมอ โดยเฉพาะคนไข้”

            ฟลอเร้นซ์ ไนติงเกิล สตรีกับดวงประทีป กล่าวไว้เกือบสองร้อยปีมาแล้วว่า “สิ่งแรกที่จะต้องคำนึงถึงเสมอในรพ.คือต้องไม่ทำให้คนไข้เป็นอันตราย” หรือในปัจจุบันนี้เราจะได้ยินคำว่า “patient safety” อย่างไรก็ตามอเลกซานเดอร์ โป๊บ กล่าวไว้ร่วมสี่ร้อยปีแล้วว่า “ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์” อย่าลืมว่าพวกเราทุกคนทำงานในธนาคารชีวิตที่คนไข้เอาชีวิตมาฝากเรา เมื่อเกิดความผิดพลาดย่อมหมายถึงอาจเกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้ เราจึงต้องมีระบบป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือมีโอกาสเกิดน้อยที่สุด ผมขอขอบคุณสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล(สรพ.) ที่ได้สร้างระบบคุณภาพให้รพ.ทุกแห่งเพื่อสร้างความมั่นใจให้คนไข้และเจ้าหน้าที่ในด้านความปลอดภัยในการรักษาพยาบาล

            เราทำ HA เพื่อคุณภาพรพ.มานานเกือบ 20ปี แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถสร้างความปลอดภัยได้ทั้งหมด เราไม่สามารถสร้างทุกคนให้มีคุณภาพได้ หลายคนอยู่ในรพ.มีคุณภาพแต่พอออกนอกรพ.เปลี่ยนไป ผมเชื่อมั่นว่า HAสร้างระบบที่ดี แต่ถ้าคนไม่ดีก็ยังทำให้เกิดอันตรายต่อคนไข้ได้ ผมจึงเชื่อมั่นในการทำรพ.คุณธรรมเพื่อสร้างคนให้มีคุณธรรม คนดีนั้นไม่ว่าจะอยู่ในรพ.หรือนอกรพ.ก็เป็นคนดี ผมขอให้ทุกคนทำทั้งงานคุณภาพและคุณธรรมเพื่อให้โอกาสเกิดความผิดพลาดกับคนไข้น้อยที่สุด ดังคำที่ผมพูดอยู่เสมอว่า

“รพ.คุณภาพสร้างระบบ รพ.คุณธรรมสร้างคน”

“ขอบคุณที่เป็นคนดี”