"การทำงานตามรอยพระยุคลบาท"(5)

ผมดีใจที่พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ต่างมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานตามรอยพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่9 แม้จะรู้ว่าเส้นทางที่พระองค์ทรงงานนั้นยากลำบาก ต้องอดทนและอาศัยความเพียรอย่างมาก ที่สำคัญต้องทำอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลา70ปีที่ครองราชย์เราจะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงงานทุกวันไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์วันนักขัตฤกษ์หรือวันหยุดชดเชยเหมือนข้าราชการทั่วไป พระองค์ทรงงานหนักเพราะทำเพื่อให้พสกนิกรกว่า60ล้านคนได้อยู่สุขสบาย ดังนั้นงานที่เราเดินตามต้องคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ

ตลอดเวลาที่ทรงงานถือเรื่องความถูกต้องยิ่งกว่าสิ่งใด ผมจึงขอเน้นให้ทุกคนโดยเฉพาะข้าราชการจะต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อความถูกต้อง เป็นธรรมเช่นกัน ไม่ว่างานจะหนักเพียงใดต้องไม่ท้อเพราะเราเป็นตัวแทนของพระองค์ จะต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อดูแลประชาชนให้มีความสุขโดยถ้วนหน้า ผมจึงยึดถือเสมอมาว่า"ต้องไม่ถือว่าการช่วยเหลือคนอื่นเป็นภาระ เพราะมันเป็นความสุข" ในขณะที่เรารู้สึกว่าทำงานหนัก คนที่กำลังรอรับความช่วยเหลือจากเรายิ่งลำบากกว่าเพียงใด เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว จะทำให้มีกำลังใจทำงานต่อไป เมื่องานเสร็จเห็นคนที่เราช่วยเหลือมีความสุข ใจเราจะเป็นสุขที่สุด

ทรงแสดงให้ประจักษ์ในเรื่องของความกตัญญูต่อพระราชมารดา ต่อแผ่นดิน และต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์โดยเฉพาะส่วนรวม ทรงเตือนให้ยึดสิ่งนี้ไว้เพราะเป็นเรื่องที่จำเป็น มีความสำคัญ และมีคุณค่ายิ่ง

พระองค์ทรงแสดงให้เราเห็นถึงความกตัญญูต่อบุพการี เราคงเคยเห็นภาพเมื่อครั้งที่สมเด็จย่าทรงประชวรอยู่ที่รพ.ศิริราช พระองค์ทรงเข็นรถให้สมเด็จย่านั่งด้วยพระองค์เอง ทรงใช้เวลาอยู่กับสมเด็จย่าทุกครั้งที่ว่าง เราจะเห็นถึงความรักความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีต่อสมเด็จย่าอยู่เสมอ ภาพที่ทรงกอดและจุมพิตแก้มสมเด็จย่าช่างเป็นภาพที่งดงาม สร้างความสุขให้กับผู้ที่พบเห็น ทุกคนจึงต้องมีความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าคนที่ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่จะเป็นคนดี จะกตัญญูต่อองค์กรที่ทำงานหรือแผ่นดินเกิดได้

พึ่งตนเอง หรือเศรษฐกิจพอเพียง คือ การวางเส้นทางชีวิตของตนเองให้เรียบง่าย ธรรมดา และเดินสายกลาง เป็นทฤษฎีสำคัญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย พวกเราโดยเฉพาะข้าราชการควรปฏิบัติตามให้เป็นตัวอย่างกับประชาชน แต่น่าเป็นห่วงที่สุดเนื่องจากปัจจุบันข้าราชการเป็นหนี้มากมายทั้งในระบบและนอกระบบ แม้ทางรัฐบาลและหน่วยงานจะพยายามช่วยเหลือเรื่องหนี้นอกระบบให้เข้าสู่ในระบบแทน แต่พบว่ายังมีการก่อหนี้ใหม่อยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักคำว่า"พอ"สำหรับตนเอง หลายคนเพิ่งผ่อนรถได้ไม่นาน เมื่อมีรถรุ่นใหม่ออกมาก็เปลี่ยนคันใหม่ทั้งที่รถคันเดิมยังใช้ได้ดี ทำให้ต้องเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีก ที่สำคัญส่วนใหญ่ทุกคนนิยมที่จะแข่งขันกันในเรื่องวัตถุเมื่อเพื่อนบ้านมีอะไรตนเองก็พยายามที่จะมีเช่นกัน โดยไม่ได้คำนึงถึงรายได้ของตนเองเหมือนดังคำสอนของในหลวง ร.9ในเรื่องความพอเพียงที่ว่า "คำว่าพอเพียงมีความหมายว่าพอมีกิน เศรษฐกิจแบบพอเพียงหมายความว่าผลิตอะไรมีพอที่จะใช้ ไม่ต้องขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเองแปลจากภาษาฝรั่งได้ว่าให้ยืนบนขาของตัวเองหมายความว่าสองขาของเรายืนบนพื้นให้อยู่ได้ ไม่หกล้ม ไม่ต้องไปขอยืมของคนอื่นเพื่อที่จะยืนอยู่ คำว่าพอ คนเราถ้าพอในความต้องการมันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย พอเพียง อาจมีมาก อาจมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น" ผมพบว่ามีข้าราชการจำนวนมากที่สร้างหนี้สินไว้มากแม้ว่าจะเกษียณแล้วก็ยังใช้หนี้ไม่หมด เมื่อมีหนี้มากก็เกิดความเครียดบางคนโชคร้ายเกิดเหตุไม่คาดคิดเช่นอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยทำให้รายได้ที่ควรได้ลดลง หลายคนเครียดจัดตัดสินใจจบชีวิตตนเอง ทำให้คนในครอบครัวหรือคนที่ค้ำประกันในการกู้เงินต้องเดือดร้อน

ท่านองคมนตรีอ.นพ.เกษม วัฒนชัย เป็นตัวอย่างของคนที่ใช้ชีวิตพอเพียงและปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางการทำงานของในหลวงมาตลอดทั้งชีวิตได้เขียนหนังสือ"ชีวิตพอเพียง"ซึ่งอาจารย์ได้สรุปไว้ว่า "หาความสุขใกล้ตัวจากความอบอุ่นในครอบครัวและญาติมิตร จากความเอื้ออาทรของเพื่อนบ้านและชุมชน จากความงามที่ยั่งยืนของธรรมชาติ ลดความอยากในวัตถุให้เหลือเท่าที่จำเป็นเพื่อจิตใจจะได้เป็นอิสระอย่างแท้จริง ลดอัตตาลงให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้เรียนรู้จากผู้อื่นได้มากที่สุด" ผมเชื่อว่าถ้าเราปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านได้สรุปไว้ เราจะพบแต่ความสุขความเจริญอย่างแน่นอน สังคมจะมีแต่ความสงบสุข ถ้าทุกคนต้นเริ่มจากการมีครอบครัวที่อบอุ่นและเข้มแข็ง จะก่อให้เกิดชุมชนหรือสังคมเข้มแข็งไปด้วย ปัญหาเรื้อรังต่างๆที่พบในสังคมเช่นยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัวและสังคม การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น เด็กติดเกมส์หรือการพนันฯลฯจะหมดไปอย่างแน่นอน จึงต้องเริ่มต้นจากตัวเราครอบครัวเราและชุมชนของเรา

ผมพบว่าค่านิยมร่วมของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน(นำมาจากคำย่อชื่อกระทรวงภาษาอังกฤษ Ministry Of  Pubic Health : MOPH)ซึ่งมีความหมายว่า

M: Mastery ต้องฝึกฝนตนเองให้มีศักยภาพสูงสุด (ควบคุมตนเองให้ทำงาน คิดพูด อย่างมีสติ ใช้กิริยาวาจาเหมาะสม มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรมจริยธรรม รักการเรียนรู้ ค้นหาความรู้สม่ำเสมอ มีวินัย ตรงต่อเวลา รับผิดชอบ)

O: Originality ต้องสร้างสรรค์นวัตกรรม สิ่งใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อระบบสุขภาพ

People-center approach ต้องยึดเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เป็นศูนย์กลางในการทำงาน

H: Humilityต้องมีความอ่อนน้อมถ่อมตน การเคารพผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม รู้แพ้รู้ชนะ เปิดรับฟังความเห็นต่าง จัดการความขัดแย้งด้วยวิธีสร้างสรรค์ ช่วยผู้อื่นแก้ปัญหาในยามคับขัน

ทั้งสี่ประการสอดคล้องกับ "หลักธรรม หลักทำ"ในการทรงงานของในหลวง ร.9 ทั้ง 10 ประการ ถ้าทุกคนสามารถปฏิบัติให้เป็นวัฒนธรรมของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข โดยต้องเริ่มจากผู้บริหารในกระทรวงเรื่อยมาถึงระดับผู้ปฏิบัติงาน จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไข้ ประชาชนและประเทศชาติ และสามารถขยายไปถึงข้าราชการทุกกระทรวงทุกเหล่าตลอดจนภาคเอกชนและประชาชน การที่จะเป็นคนไทย 4.0 และประเทศไทย 4.0 ย่อมไม่ไกลเกินเอื้อม

ผมไม่ได้หวังให้ประเทศไทยเรามีความเจริญก้าวหน้าหรือมีภาวะเศรษฐกิจดีติดอันดับต้นๆของโลก แต่มีความเหลื่อมล้ำหรือแตกต่างทางรายได้และสังคมอย่างมาก คนจนขาดการดูแลเอาใจใส่ที่ดีโดยเฉพาะในยามเจ็บป่วย ผมเพียงหวังให้ทุกคนมีความสุขบนผืนแผ่นดินไทยด้วยกันไม่ว่าจะยากดีมีจนก็มีความทัดเทียมกันในโอกาสของการศึกษาการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าทุกคนไม่พร้อมใจกันปฏิบัติตามแนวทางการทำงานของพระองค์

ผมจึงหวังว่าในช่วงเวลาที่พสกนิกรชาวไทยต่างก็คิดถึงในหลวง ร.9 ของเรา ขอให้ทุกคนให้สัญญากับตัวเองว่าจะปฏิบัติตามคำสอนของพ่อ เพียงแค่นี้พ่อของเราที่ทรงเฝ้ามองเราอยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นสูงสุดคงมีความสุขอย่างที่สุด

 

"ขอบคุณที่เป็นคนดี"

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์