การทำงานตามรอยพระยุคลบาท (3)

"การทำงานตามรอยพระยุคลบาท"(3)

ในหลวง ร.9 ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70ปี พระองค์ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ว่า"เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ตลอด 70 ปี ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงทำได้จริง ทั้งนี้ทรงเข้มงวดในการปฏิบัติตาม "ทศพิธราชธรรม" หรือธรรมะ10ประการสำหรับพระเจ้าแผ่นดิน ผมเคยเรียนรู้จากวิชาหน้าที่พลเมืองตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น แต่เมื่อพิจารณาให้ดีจะพบว่าทั้งสิบข้อนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้โดยง่าย ผมเชื่อว่าพวกเราหลายคนคงปฏิบัติได้เพียงไม่กี่ข้อ แต่ในหลวงทรงปฏิบัติทั้งสิบข้อมาตลอด 70ปีที่ครองราชย์ เริ่มจากการให้ทาน รักษาศีล สละประโยชน์ส่วนตน ซื่อตรงต่อตนเองและผู้อื่น อ่อนโยนมีสัมมาคารวะ ระงับความโกรธ ไม่เบียดเบียน อดทนและแน่วแน่ในความถูกต้อง คงไม่มีพระมหากษัตริย์องค์ใดในโลกที่ทรงงานหนักตลอดการครองราชย์เหมือนพระองค์ ผมคิดว่าถ้าผู้บริหารราชการแผ่นดินหรือผู้บริหารหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนยึดถือปฏิบัติตามธรรมทั้งสิบประการนี้บ้านเมืองเราคงเจริญรุ่งเรืองไม่แพ้ชาติใด

พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสถึงคุณธรรมของคน๔ประการ(ในพิธีบวงสรวงสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ๕เม.ย.๒๕๓๕) ประการที่๑ให้รักษาความสัตย์ ประการที่๒ รู้จักข่มใจฝึกใจให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัตย์ ประการที่๓ อดทน อดกลั้น อดออมที่จะไม่ประพฤติล่วงความสัตย์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด ประการที่๔ให้รู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง สามประการแรกล้วนเน้นถึงความสัตย์ ความซื่อสัตย์จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกคน ทรงเน้นให้ปลูกฝังและบำรุงคุณธรรม๔ประการนี้ให้เจริญงอกงามจะช่วยให้บ้านเมืองบังเกิดความสุข ความร่มเย็นและมีโอกาสปรับปรุงพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคงต่อไป พวกเราทุกคนที่รักพ่อควรนำคำสอนของพ่อไปปฏิบัติในการทำงานและการดำรงชีวิต

ในหลวงรัชการที่๙ทรงสอนเราว่า "ถ้าเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆไปก็ผิดหมด" ผมจึงมีความสุขทุกครั้งที่ได้รับเชิญไปปฐมนิเทศนักศึกษาหรือข้าราชการใหม่เนื่องจากมีโอกาสที่จะนำเอาประสบการณ์มาบอกเล่าให้คนรุ่นหลังฟังตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำงาน ถือว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดี แม้ว่าปัจจุบันหลายอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าทุกคนต่างหวังที่จะทำงานอย่างมีความสุข เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานและคนไข้ ไม่มีปัญหาความขัดแย้งในการทำงาน เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีความเป็นส่วนตัวสูง การยอมรับในความสามารถหรือการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานน้อยลง ทำให้การทำงานเป็นทีมหรือ การบูรณาการงานที่ต้องทำร่วมกันไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หลายแห่งบุคลากรมีช่องว่างระหว่างวัยมาก มีคนหลายรุ่นในที่ทำงาน คนรุ่นเก่าจึงต้องเปิดใจ ยอมรับความคิดเห็นและพฤติกรรมบางอย่างที่คนรุ่นเก่าอาจไม่เคยพบ แต่คนรุ่นใหม่ก็มีข้อดีที่มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร การค้นหาข้อมูลตลอดจนสามารถทำงานเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว แต่จะให้ทำงานนอกเหนือจากที่กำหนดควรต้องมีการแจ้งให้ทราบก่อน คนรุ่นใหม่มักไม่ชอบฟังเรื่องเก่าๆที่รุ่นพี่ชอบเล่าถึงความเสียสละทำงานหนักให้องค์กรมาก่อน แต่เขาจะมองการทำงานของรุ่นพี่ๆที่ยังทำงานให้องค์กรด้วยความขยันขันแข็งและพร้อมที่จะปฏิบัติตามต่อไป ผมเชื่อว่าการเปิดใจพูดคุยกันและมองกันในภาพบวกจะทำให้เป็นทีมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังเช่นหลักการทรงงานของในหลวงที่ว่า"รู้-รัก-สามัคคี"(ในบทความตอนที่45)

หลักการทรงงานที่สำคัญอีกข้อที่ว่า "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา"ผมถือว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จในการทำงาน ที่ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เช่นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่กำลังเป็นปัญหาสธ. ได้แก่เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมัน พบว่าคนไข้เบาหวาน รพ.เกือบทุกแห่งจะคุมระดับน้ำตาลในคนไข้เบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ได้ผลไม่ถึงร้อยละ๕๐ คนไข้ความดันโลหิตสูงควบคุมความดันได้ผลไม่ถึงร้อยละ ๗๐ จึงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นโรคไตเรื้อรังมากขึ้นภายในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งนี้เนื่องจากคนไข้ส่วนใหญ่ไม่ใส่ใจในการทานยาหรือปฏิบัติตัวตามแพทย์แนะนำ โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต(life style) ยังคงทานอาหารและใช้ชีวิตเหมือนเดิม ไม่ออกกำลังกาย บางคนยังดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ คนไข้ส่วนใหญ่จะควบคุมอาหารเฉพาะวันที่ไปพบแพทย์เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ การรักษาจึงไม่ได้ผล ส่วนหนึ่งคิดเอาเองว่าหายแล้วเนื่องจากไม่มีอาการอะไร จึงไม่ยอมทานยาหรือไปพบแพทย์อีก หลายคนหลงเชื่อโฆษณาที่ใช้วิธีการรักษาด้วยสมุนไพรหรือวิธีการต่างๆเช่นที่นอนแม่เหล็กว่าสามารถรักษาให้หายขาดได้ จึงทำให้ขาดยา เกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นไตวายได้ ผมเคยพบหัวหน้าหน่วยราชการท่านหนึ่ง มาตรวจสุขภาพที่รพ.พบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ท่านบอกกับผมว่าเป็นเบาหวาน รักษามาหลายปีคิดว่าหายแล้วจึงไม่ได้ไปพบแพทย์อีก ผมจึงให้ความสำคัญกับคลินิกDPAC(Diet physical activity clinic)ในการดูแลรักษาคนไข้โรคเรื้อรัง จึงขอให้แพทย์ทุกท่านส่งคนไข้ที่ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือโรคไขมันในหลอดเลือดสูงเข้าคลินิกนี้เพื่อทำความเข้าใจกับโรคที่เป็นเสียก่อน จะมีแพทย์ พยาบาลอธิบายให้คนไข้ฟังอย่างละเอียดเกี่ยวกับโรคที่เป็น ครอบคลุมถึงแนวทางการรักษา ภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น วิธีปฏิบัติตนที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้คนไข้เข้าใจและที่สำคัญจะต้องยอมรับว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด จำเป็นต้องได้รับการติดตามการรักษาตลอดชีวิต กรณีที่รักษาไม่ได้ผลจะมีทีมงานออกเยี่ยมบ้านเพื่อพูดคุยกับคนในครอบครัวให้เข้าใจถึงโรคที่คนไข้เป็น จะได้ทราบถึงสภาพความเป็นอยู่ที่แท้จริงรวมถึงการปรุงอาหารที่บ้านด้วย  ทำให้การรักษาได้ผลดีเนื่องจากเป็นการร่วมมือของคนไข้เองและรวมถึงคนในครอบครัวด้วย

ผมยังจำได้ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผอ.โรงพยาบาลน่าน คุณหมอพงษ์เทพ วงค์วัชรไพบูลย์รองฯฝ่ายปฐมภูมิจัดทำเกียรติบัตรเพื่อมอบให้ชุมชนสองแห่งของเทศบาลเมืองน่าน ในฐานะที่ไม่มีคนในชุมชนป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกมานานถึง๑๘ปี ผมถือว่าไข้เลือดออกเป็นโรคของชุมชน ไม่ใช่ของบ้านใดบ้านหนึ่ง เนื่องจากยุงลายเป็นต้นเหตุหรือพาหะของโรค ถ้ากำจัดยุงลายได้ก็จะไม่พบโรคนี้ในชุมชน ผมพบว่าเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในชุมชนเป็นสำคัญ ทุกสัปดาห์จะมีการเดินสำรวจชุมชน (walk rally)เพื่อกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุง เดินสำรวจเพื่อไม่ให้มีแหล่งน้ำขังใดๆที่ยุงลายจะวางไข่ได้ มีปิ๊บดักยุงโดยใช้ถุงเท้าหรือเสื้อผ้าที่ใส่เล่นกีฬาที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อใส่ไว้ในถุงดำซึ่งอยู่ภายในปิ๊บ นำปิ๊บไปวางไว้บริเวณที่มืดอับภายในบ้าน เช้ามาก็รวบปิดปากถุงนำไปตากแดดให้ยุงที่อยู่ในถุงตายเอง บ้านใดปลูกบัวในอ่างจะต้องเลี้ยงปลาหางนกยูงด้วย ขารองตู้ ที่มีจานรองจะใช้น้ำมันเครื่องเก่า(น้ำมันขี้โล้)ใส่ไว้ ที่สำคัญจะมีการทำความสะอาดสิ่งแวดล้อมในบ้านรอบบ้านไม่ให้รก มีมาตรการชุมชนที่กระตุ้นโดยอสม.ซึ่งจะเข้าเยี่ยมทุกบ้านอย่างสม่ำเสมอ ชาวบ้านเข้าใจเห็นความสำคัญจึงร่วมกันพัฒนา ทำให้ชุมชนของตนปลอดโรคไข้เลือดออกที่เป็นปัญหาในทุกๆท้องที่ของประเทศ เป็นเหตุให้เด็กและคนวัยหนุ่มสาวเสียชีวิตปีละไม่น้อย ความสำเร็จนี้เริ่มจากเจ้าหน้าที่สธ.เข้าใจเกี่ยวกับไข้เลือดออกเป็นอย่างดี รู้จักวงจรชีวิตของยุง และวิธีการกำจัดต้นตอของโรคคือยุงลาย และเข้าถึงประชนในชุมชน สามารถทำให้ทุกคนในชุมชนเห็นความสำคัญของโรคนี้ จึงเกิดการพัฒนาโดยคนในชุมชน ทำให้โรคนี้หายไปจากชุมชนได้ เป็นไปตามหลักการ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ดังคำสอนของพ่ออย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นตามหลักการทรงงานของพ่อที่ให้ประหยัด ใช้ขบวนการที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนและให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ผมมุ่งหวังที่จะเห็นพวกเรานำแนวทางการทรงงานของพ่อที่ทรงทำเป็นตัวอย่างให้เราเห็นมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความสำเร็จที่ยั่งยืน

"ขอบคุณที่เป็นคนดี"

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์