"การทำงานตามรอยพระยุคลบาท"(2)

Humanized health care

(การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจบนพื้นฐานความรู้)

                                                                   นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

"การทำงานตามรอยพระยุคลบาท"(2)

           ตลอดเวลา70ปีของการครองราชย์ ในหลวงทรงสอนเรามากมายไม่ว่าจะเป็นพระบรมราโชวาทที่ทรงมีให้กับบัณฑิตใหม่หรือในวันสำคัญต่างๆ ถ้าใครได้น้อมนำไปปฏิบัติย่อมจะเกิดผลดีต่อตนเองและส่วนรวมแน่นอน

            ผมตั้งใจไว้ว่าทุกครั้งที่เป็นวิทยากรบรรยายไม่ว่าที่ใดจะเริ่มต้นด้วยการอัญเชิญสคส.2559ที่พระองค์พระราชทานให้กับพวกเราทุกคนเนื่องในวันปีใหม่ เพื่อให้เกิดสิริมงคลกับทุกคน พระองค์ทรงอวยพรให้พสกนิกรมีความสุขความเจริญ แต่ทรงให้เราได้รับรู้ว่าจะมีความสุขความเจริญได้ต้องมีองค์ประกอบ3ประการคือมีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง หนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอ ผมบอกกับทุกคนว่าเราจะมีกายที่แข็งแรงได้นั้นต้องรู้จักดูแลสุขภาพด้วยหลักการ4อ. อาหารที่มีประโยชน์ ครบทุกหมวดหมู่และปรุงเสร็จใหม่ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ4วันครั้งละ30นาทีติดต่อกัน อารมณ์แจ่มใสไม่เครียดหรือวิตกกังวลจนเกินไปและต้องอยู่ในที่ที่มีอากาศดี ปราศจากมลภาวะ อีกทั้งต้องหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือดื่มสุราที่มีผลเสียต่อร่างกายล สำหรับกำลังใจที่เข้มแข็ง หนักแน่น นั้นจำเป็นต้องฝึกตนเองให้มีใจที่ดีงาม พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในชีวิต หนักแน่นในการยึดมั่นความถูกต้อง ความเป็นธรรมโดยไม่อ่อนไหวไปกับผลประโยชน์ที่ได้มาในทางทุจริต สุดท้ายต้องฝึกให้มีสติคือการรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ปล่อยให้ความโกรธ ความหลงผิดหรือสิ่งมัวเมาต่างๆมาทำให้แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา ใจ ผมเชื่อว่าถ้าเราปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงให้พรปีใหม่แล้วเราจะพบกับความสุขความเจริญแน่นอน

           พระองค์ทรงสร้างโครงการต่างๆมากถึง4,596โครงการในระยะเวลาครองราชย์70ปีหรืออาจพูดง่ายๆว่าทรงสร้างโครงการใหม่สัปดาห์ละ1โครงการเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรดีขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน พระองค์ทรงงานหนักภายใต้หลักการ23ประการโดยมีจุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งเดียวคือความสุขของประชาชน ผมเดินสายน้อมนำหลักการทรงงานไปเผยแพร่ให้พวกเราได้เข้าใจและนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลดีต่อคนไข้และประชาชน หลักการที่23พระองค์ทรงกล่าวถึงคำว่า"รู้-รัก-สามัคคี"ซึ่งเราคงได้ยินกันอยู่บ่อยๆ พระองค์ทรงมีจุดมุ่งหมายอยู่2ประการ ประการที่1เพื่อให้งานสำเร็จ ทรงสอนให้เราจำเป็นที่จะต้อง"รู้"จักงานที่จะทำให้ถ่องแท้เสียก่อน รู้ถึงความสำคัญของงาน ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น รู้ถึงปัญหาและวิธีแก้ปัญหา  ตลอดจนเข้าใจวิธีปฏิบัติให้ดีด้วย เมื่อรู้ครบกระบวนความแล้ว จะต้องเห็นคุณค่า เกิดความ"รัก" ความศรัทธาในงานที่จะทำ จึงจะเกิดความมุ่งมั่นที่จะทำให้สำเร็จแม้จะมีความยากลำบากสักเพียงใด สุดท้ายจะต้องมีความ"สามัคคี" เมื่อถึงขั้นลงมือปฏิบัติต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน สามัคคีกันเป็นหมู่คณะจึงจะเกิดพลังในการทำงานสามารถแก้ปัญหาให้ลุล่วงด้วยดี ทรงสอนให้รู้ว่างานที่ยิ่งใหญ่นั้นเราไม่สามารถจะทำเพียงลำพังได้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานและเครือข่ายต่างๆจึงจะสำเร็จอย่างมั่นคงและยั่งยืน

           ผมยังจำได้เมื่อไปร่วมเป็นวิทยากรในงานประชุมวิชาการ"ตลาดนัดสุขภาพ" มีโอกาสพูดคุยกับผู้นำชุมชนที่มาร่วมประชุม จึงได้ทราบว่าเมื่อหลายปีก่อน กระทรวงสาธารณสุขประกาศนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนออกกำลังกายเพื่อสร้างเสริมสุขภาพด้วยการเต้นแอร์โรบิค เจ้าหน้าที่รพ.ได้ไปแนะนำให้ชาวบ้านแถวภาคเหนือเต้นแอร์โรบิคแทนการออกกำลังกายแบบเดิมที่ปฏิบัติกันมานาน ได้แก่การ"ฟ้อนเจิง" ซึ่งเป็นการฟ้อนของชาวเหนือมาแต่โบราณมีความอ่อนช้อยงดงาม ทุกเย็นชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ จะพากันมาฟ้อนเจิงที่ลานอเนกประสงค์ของหมู่บ้าน มีการตีกลองยาวให้จังหวะกันอย่างสนุกสนานและเพลิดเพลิน เป็นเวลาร่วมชั่วโมง แต่ละคนได้เหงื่อกันพอสมควร แต่พอเจ้าหน้าที่สธ.แนะนำให้เต้นแอร์โรบิคแทน เพื่อจะได้สนองต่อนโยบายกระทรวง พบว่าผู้สูงอายุเต้นกันได้ไม่กี่วันต่างพากันปวดหลังปวดเอวต้องไปรับการรักษาที่รพ. จึงขอกลับมาออกกำลังกายโดยการฟ้อนเจิงใหม่ เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมเพราะจะไม่ได้ผลงาน เกิดความขัดแย้งกัน ทั้งๆที่เป็นการสร้างเสริมสุขภาพแท้ๆ จึงต้องให้ผู้รู้จริงอธิบายถึงการออกกำลังกายแบบแอร์โรบิค คือจะต้องมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการใช้ออกซิเจนในการสร้างพลังงานนาน20-30นาทีขึ้นไป จึงจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมากมาย ไม่ใช่ว่าจะต้องเต้นแอร์โรบิคเพียงอย่างเดียว เจ้าหน้าที่สธ.จึงเข้าใจและร่วมฟ้อนเจิงกับชาวบ้านด้วย ในการประชุมวันนั้นมีการแสดงฟ้อนเจิงเพื่อสุขภาพ ซึ่งงดงาม สนุกสนานและได้เหงื่อกันทุกคน สมดังคำสอนพ่อ"รู้-รัก-สามัคคี"

            ประการที่2 เพื่อการคบหาสมาคมกัน ทรงสอนว่าต้อง"รู้"จักเพื่อนร่วมงานทุกคนอย่างดีพอสมควรทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตครอบครัว

"รัก" สร้างศรัทธาจากการมองกันในแง่ดี เห็นความดี เข้าใจและใส่ใจในกันและกัน "สามัคคี"สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ สร้างความสมานฉันท์ในหมู่คณะ

            ผมบอกกับผู้บริหารทุกคนเสมอว่ารพ.ไม่ว่าจะมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ สิ่งสำคัญที่จะทำให้งานดูแลรักษาคนไข้ได้ผลดีที่สุดก็คือการทำงานเป็นทีมซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของคนในรพ.ทุกภาคส่วน ความรักความสามัคคีของเจ้าหน้าที่จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความสำเร็จ  ครั้งหนึ่งมีเจ้าหน้าที่รพ.ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งแขวนคอตายในห้องพักของรพ. ผู้บริหารหลายคนมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรไปรื้อฟื้น แต่สำหรับตัวผมเองแล้วถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้บริหารจะต้องให้ความสำคัญ จริงอยู่สาเหตุที่ตัดสินใจจบชีวิตตนเองอาจเกิดจากเหตุผลส่วนตัวแต่เมื่อเป็นเจ้าหน้าที่รพ.จะต้องถือว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ทำไมเมื่อคนในครอบครัวมีเรื่องไม่สบายใจหรือคับแค้นใจถึงขนาดปลิดชีวิตตนเองจึงไม่มีใครในรพ.ทราบมาก่อน ไม่มีใครที่สนิทสนมถึงขนาดที่เขาสามารถระบายหรือปรับทุกข์ให้ฟังได้เลยหรือ ผงเข้าตาตนเองนั้นเขี่ยออกไม่ได้ จำเป็นต้องอาศัยคนอื่นเขี่ยให้ ผู้บริหารทุกระดับจึงต้องให้ความสำคัญกับความรักความสามัคคีและความผูกพันของคนในองค์กรอยู่เสมอ

           ผมยังจำได้เมื่อดำรงตำแหน่งผอ.รพ.น่าน ช่วงที่กำลังเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง มีการแบ่งขั้วเป็นสองสีชัดเจนในทุกแห่ง ไม่เว้นแม้แต่ในรพ.น่าน ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รพ.เกือบ1,300คน รพ.น่านมีชื่อเสียงด้านคุณธรรมจริยธรรมมายาวนาน ผมให้ขึ้นป้ายที่รั้วหน้ารพ.แสดงเจตจำนงของคนรพ. ส่วนใหญ่ซึ่งอาจทำให้คนที่คิดต่างไม่พอใจ ติดได้เพียงวันเดียวก็มีมือดีมาปลดออก ผมจึงสั่งให้ทำป้ายผ้าขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของเดิมและขึงติดไว้ที่ชั้นสองของอาคาร "ศิริเวชรักษ์" ด้านหน้ารพ. คราวนี้ติดได้สองวันก็หายอีก สืบทราบว่าหายไปช่วงตี2-ตี3น่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รพ. ผมจึงขอพบ รปภ.ทุกคนในวันรุ่งขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจ ผมบอกกับทุกคนว่าไม่ต้องการสอบสวนเพื่อหาตัวคนที่ปลดผ้าออก แต่ย่อมต้องรู้กันว่าเป็นคนในรพ.แน่นอน ผมในฐานะผู้บริหารรพ.ไม่เคยถามหรือสนใจว่าเจ้าหน้าที่รพ.น่านคนไหนสีอะไร ผมถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคล เพียงแต่ถือว่าเมื่อมาทำงานในรพ.น่านแล้วเราจะมีสีเดียวกันคือ"สีขาว"เท่านั้น เราจะดูแลรักษาคนไข้ทุกคนเหมือนกันไม่เลือกฐานะ เชื้อชาติหรือสีอะไร ทุกคนจะต้องรักคนไข้ รักรพ.น่านและรักคนรพ.น่านเหมือนกัน รปภ.มีหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทุกชีวิตในรพ.น่านตั้งแต่คนไข้และญาติ รวมทั้งตัวผมที่อาศัยอยู่ในบ้านพักรพ.และเจ้าที่รพ.ทุกคนต่างก็ฝากชีวิตและทรัพย์สินไว้กับ รปภ.ทั้งสิ้น ถ้าป้ายผ้าที่เราติดเพื่อแสดงเจตจำนงชาวรพ.น่านไว้ที่ชั้นสองอาคารรพ.ยังหายไปได้แล้วทุกชีวิตในรพ.ตลอดจนทรัพย์สินของแผ่นดินจะปลอดภัยได้อย่างไร ยิ่งในยามวิกฤติพร้อมที่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงได้ทุกเมื่อ รปภ.ยิ่งมีความสำคัญอย่างที่สุด ผมขอร้องให้ รปภ.ทุกคนคิดดูให้ดีและปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุดให้สมกับที่พวกเราไว้วางใจ ตั้งแต่นั้นมาไม่ว่าเราจะขึงป้ายไว้ที่ใดไม่เคยมีป้ายไหนถูกปลดลงหรือสูญหายอีกเลย เป็นจริงดังคำสอนของพ่อที่ทรงให้ไว้ "รู้-รัก-สามัคคี" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการทำงานในรพ.

 

"ขอบคุณที่เป็นคนดี"