การทำงานตามรอยพระยุคลบาท

นพ.พิษณุ ขันติพงษ์

"การทำงานตามรอยพระยุคลบาท" (1)

           ผมจำได้ว่าสมัยครั้งยังเด็กเมื่อแรกเริ่มมีโทรทัศน์คุณพ่อจะชักชวนให้ดูข่าวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวงพร้อมกับเล่าเรื่องการทำงานของพระองค์ที่ทรงทำเพื่อประชาชนทั่วผืนแผ่นดินไทยทรงเสด็จไปทุกหนทุกแห่งเพื่อหาทางช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น พระองค์ไม่เคยย่อท้อหรือเหน็ดเหนื่อย แล้วพวกเราละเคยถามตัวเองไหมว่าเราทำอะไรเพื่อพระองค์บ้าง

           เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงในหลวงรัชการที่9 ผมจึงเขียนบทความนี้จากการได้เห็นพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทรงปฏิบัติเพื่อพสกนิกรมายาวนานเพื่อให้พวกเรานำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนของพระองค์

            เราคงได้เห็นภาพของพระองค์เสด็จไปตามพื้นที่ต่างๆไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใดเพื่อให้เห็นพื้นที่ต่างๆด้วยพระองค์เอง จะทรงบันทึกสิ่งสำคัญที่พบในพื้นที่ไว้เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการนำมาใช้ประโยชน์ภายหลัง พระองค์จะทรงซักถามพสกนิกรในพื้นที่ห่างไกลอย่างใกล้ชิดเพื่อให้รับทราบถึงปัญหาความเป็นอยู่ที่แท้จริง พร้อมกับจดบันทึกรายละเอียดด้วยพระองค์เองแสดงถึงการเป็นนักบริหารที่ดี ทรงเห็นความสำคัญของข้อมูลที่จะต้องถูกต้องชัดเจนจึงจะนำมาแก้ปัญหาได้  ความจริงแล้วเพียงพระองค์อยากทราบข้อมูลใด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะหามาให้ได้ แต่คงไม่เหมือนกับข้อเท็จจริงที่ได้พบเห็นและซักถามพสกนิกรด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้ผู้บริหารได้รู้ว่า ผู้บริหารที่ดีนั้นควรต้องออกไปเยี่ยมพื้นที่ด้วยตนเองเพื่อจะได้รับทราบข้อเท็จจริงและรับรู้ปัญหาต่างๆด้วยตนเอง มีโอกาสได้พูดคุยกับประชาชนและเจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติในพื้นที่ บางครั้งอาจมีมุมมองที่ต่างไปจากการดูเพียงรายงานที่หน่วยงานนำเสนอให้เท่านั้น

           เช่นเดียวกับการดูแลรักษาคนไข้ แพทย์และทีมงานมีความจำเป็นที่จะต้องได้ข้อมูลทั้งอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน โรคประจำตัว ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคทางพันธุกรรมในครอบครัวซึ่งมีผลต่อการวินิจฉัยและรักษาได้ การซักประวัติคนไข้และญาติจึงมีความจำเป็นพื้นฐานที่แพทย์ไม่ควรละเลย หลายโรคที่สามารถให้การวินิจฉัยได้จากประวัติทำให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการรักษาโรคหลายโรคให้หายขาดจำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากครอบครัว การเยี่ยมบ้านคนไข้เพื่อให้รู้สภาพความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมตลอดจนสร้างความเข้าใจกับคนในครอบครัวเรื่องการเจ็บป่วยของคนไข้จึงมีความสำคัญมากเช่นกัน ขณะเดียวกันในมุมมองของผู้บริหารสาธารณสุขจะต้องเห็นความสำคัญของข้อมูลในภาพรวมเพื่อทราบปัญหาที่แท้จริงทางสาธารณสุขจะได้วางแผนด้านการส่งเสริมป้องกันหรือเตรียมพร้อมในการรักษาฟื้นฟูให้ทันต่อปัญหาสาธารณสุขที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

           พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีของนักประชาธิปไตย ทรงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความคิดเห็นจนครบก่อนแล้วจึงเสนอความเห็นของพระองค์ เพื่อให้ทุกคนกล้าที่จะเสนอความคิดเห็น และหลังจากอภิปรายจนได้ข้อตกลงที่ดีที่สุดแล้ว ทรงลงมือทำทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลามาพูดถึงเรื่องเดิมอีก ดังพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า

           "...ต้องหัดทำใจให้กว้างขวางหนักแน่น รู้จักรับฟังความคิดเห็นแม้กระทั่งคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นอย่างฉลาด เพราะการรู้จักฟังอย่างฉลาดนั้นแท้จริงคือการระดมสติปัญญาและประสบการณ์อันหลากหลายมาอำนวยการปฏิบัติบริหารงานให้ประสบความสำเร็จที่สมบูรณ์นั่นเอง...."

            ผมเชื่อว่ายังมีผู้บริหารจำนวนมากที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ทุกครั้งที่ประชุมก็เพียงเพื่อเเจ้งให้ทราบหรือให้มารับฟังความเห็นและปฏิบัติตาม งานจึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมและอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเนื่องจากยังไม่ได้รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเป็นการทำให้องค์กรเสียโอกาส ผมยังจำได้ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารรพ. ขณะนั้นการจราจรภายในรพ.มีปัญหามากโดยเฉพาะบริเวณหน้าห้องฉุกเฉินทำให้รถติดไปถึงด้านหน้ารพ.และยังทำให้เกิดอากาศเป็นพิษจากควันรถส่งผลให้เจ้าหน้าที่จุดคัดกรองคนไข้เบื้องต้นและศูนย์เปลได้รับผลกระทบโดยตรง จากการที่ผมเดินเยี่ยมพื้นที่ในรพ.ทุกเช้าจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติงานทำให้ได้ทราบปัญหาและไม่น่าเชื่อว่าผมได้พบวิธีการแก้ปัญหาแบบง่ายๆจาก รปภ. และคนงานเปลที่เผชิญกับปัญหาทุกวัน ผมจึงเห็นความสำคัญของการบริหารงานโดยการเดินตรวจเยี่ยมพื้นที่มากกว่าการนั่งในห้องทำงาน เหมือนที่ อ.นพ.บุญยงค์ วงค์รักมิตร เคยสอนอยู่เสมอว่าผู้บริหารที่ดีควรบริหารงานแบบMBWA(Management By Walking Around)จะทำให้ทราบปัญหาที่แท้จริงและสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

            พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับทุกคนที่ทรงทำงานเพื่อผู้อื่น ทรงเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทุกสิ่งที่ทำถือเอาประโยชน์สูงสุดที่จะเกิดกับประชาชนเป็นสำคัญ เช่นเดียวกันพวกเราควรถือเอาคนไข้เป็นศูนย์กลาง ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไข้เป็นสำคัญ ผมเชื่อว่าขบวนการต่างๆที่มีในรพ.หลายๆอย่างเรายังคำนึงถึงประโยชน์ของพวกเราและรพ.เป็นสำคัญ สร้างเงื่อนไขและความยุ่งยากให้คนไข้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปฏิรูปองค์กรโดยยึดหลักการทรงงานของในหลวงเป็นแบบอย่าง

           ผมพบว่าทุกครั้งที่มีการมอบหมายงานใหม่แม้ว่าจะเป็นงานที่เคยทำอยู่แล้วเพียงแต่ขยายการให้บริการหรือเพิ่มบริการบางอย่าง ทุกหน่วยงานจะต้องขอคนเพิ่มเป็นอันดับแรก(เรื่องอัตรากำลังนี้พบว่าเป็นปัญหาของรพ.ทุกระดับและทุกแห่ง แม้ว่าจากการสำรวจพบว่ารพ.บางแห่งมีอัตรากำลังเกินแต่ก็ไม่สามารถเกลี่ยไปยังรพ.ที่ขาดแคลนได้) สร้างความลำบากใจให้ฝ่ายบริหารเป็นอย่างมากเพราะไม่รู้จะไปเกลี่ยคนจากที่ไหนมาให้ ทำให้คิดถึงหลักการทรงงานที่พระองค์ทรงสอนไว้ว่า

            "เมื่อจะทำงาน อย่าหยิบยกเอาความขาดแคลนเป็นข้ออ้าง จงทำงานท่ามกลางความขาดแคลนให้บรรลุผล จงทำด้วยความตั้งใจและซื่อสัตย์"

           ผมหวังให้พวกเราที่ทำงานอยู่ในรพ.หรือ"ธนาคารชีวิต" ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาชีวิตของเพื่อนมนุษย์ที่มาฝากให้เราช่วยดูแลในยามเจ็บป่วย จะน้อมนำเอาวิธีทรงงานของในหลวงมาเป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อคนไข้ จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไข้อย่างแน่นอน

"ขอบคุณที่เป็นคนดี"