เชียงราย จะเป็นต้นแบบ “ถนนยางพาราท้องถิ่นแห่งแรกประเทศไทย”

            การคมนาคมขนส่งในยุคปัจจุบัน แต่ละประเทศพยายามคิดค้นและสร้างนวัตกรรมต่างๆมาช่วย ทั้งส่วนที่เป็นถนหนทาง ยวดยานพาหนะ ตลอดจนนวัตกรรมของเครื่องยนต์ ที่มีการประหยัดพลังงาน จากที่เคยใช้พลังงานน้ำมัน และก๊าซที่ได้จากฟอสซิล ก็พัฒนามาเป็นพลังงานไฟฟ้า และโซล่าเซลล์ กันมากขึ้น 

            ในอนาคต นักวิทยาศาสตร์หลายสถาบันในโลกต่างก็คาดหมายกันว่า ความสำคัญของการใช้น้ำมัน และพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน จะลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้นี้ พลังงานจากโซล่าเซลล์ที่ได้จากพลังแสงอาทิตย์จะเข้ามาแทนที่ เพราะเทคโนโลยีด้านนี้เจริญขึ้น ทุกอย่างจะมีต้นทุนที่ถูกลงอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ รถยนต์พัฒนามากขึ้นหันไปใช้ไฟฟ้าและไฮโดรเจนขับเคลื่อนแทน และทุกบ้านสามารถผลิตกระแสฟ้าใช้เองได้ ผู้ค้าน้ำมันและผลิตไฟฟ้าจะมาถึงกาลอวสานในที่สุด

            ระบบการสร้างถนนเพื่อเป็นเส้นทางในการขนส่งก็เช่นกันมักจะมีเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอ เช่น  “การสร้างถนนยางพารา” โดยใช้ยางพาราเป็นส่วนสำคัญในการผสมกับวัตถุอื่นๆ เพื่อประหยัด และทำให้ถนนมีความยืดหยุ่น แข็งแรง ใช้งานได้ทนทานมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว และยังส่งเสริมราคายางพาราในประเทศให้เพื่องฟู มีราคาสูงขึ้น อันเป็นการช่วยให้ชาวสวนยางมีอนาคตที่ดีขึ้นอีกด้วย

            ที่จังหวัดเชียงราย มีการปลูกยางพารามาตั้งแต่ปี 2547 ใน 18 อำเภอ ปัจจุบันมีพื้นที่ในการปลูกยางพารา กว่า 5 แสนไร่ สามารถกรีดน้ำยางได้แล้วกว่า 230,000 ไร่ ให้ผลผลิตปีละกว่า 5 หมื่นตัน ในอนาคตไม่นานอาจมากกว่า 1 แสนตัน บางส่วนส่งขายจีนตอนใต้ บางส่วนใช้ในประเทศ ปัจจุบันราคายางพารายังอยู่ระดับต่ำชาวสวนยางเดือดร้อนไปตามๆกันเพราะนอกจากการผลิตยางสังเคราะห์อันเนื่องมาจากการกลั่นน้ำมันมีความเจริญมากขึ้นมีคุณภาพดีราคาถูกกว่า สามารถใช้ทดแทนยางพาราได้ดีขึ้น อีกทั้งจีนที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ก็สามารถผลิตยางพาราได้เต็มที่แล้วในปัจจุบัน และยางพาราจากพื้นที่จีนไปขอเช่าปลูกยางในต่างประเทศก็เพียงพอในการใช้ แนวคิดการทำ “ถนนยางพารา” มีมานานนับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถนำมาใช้ผสมกับวัสดุอื่นและทดแทนยางแอสฟัลติกส์หรือยางมะตอยได้และมีคุณภาพที่ดีมีความยืดหยุ่นทนทานสูงกว่า โดยมีผลงานการวิจัยจากนักวิขาการของไทยรองรับแล้ว

            “การใช้ยางพารามาทดแทนการใช้ยางแอสฟัลท์ มีข้อดีมากกว่าคือ น้ำยางพาราจะมีความยืดหยุ่นตัวมากกว่ายางแอสฟัลท์ ทำให้ผิวถนน รับน้ำหนักได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่าตัว และสามารถทนแรงกระแทกรองรับการเกิดแผ่นดินไหวได้มากขึ้น สามารถย่นระยะเวลาการทำถนนให้สั้นลงได้ คุ้มค่าต่อการลงทุน เนื่องจากเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศลดการนำเข้ายางแอสฟัลท์ซึ่งเป็นผลผลิตจากน้ำมันซึ่งเป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศลง ที่จริงราคาค่าก่อสร้างกลับถูกกว่าถนนที่ใช้ยางแอสฟัลท์  ซึ่งขณะนี้เราได้ศึกษามาเป็นระยะเวลานานพอสมควร จะนำร่องดำเนินการก่อสร้างถนนที่ใช้ยางพาราก่อสร้างสายแรกของ อบจ.เชียงราย ให้ทันภายในปีนี้ได้อย่างแน่นอน” นายสมชาติ วัฒนากล้า ผอ.กองช่าง ปฏิบัติหน้าที่ปลัด อบจ.เชียงราย  กล่าว ในงานสัมมนาเกี่ยวกับแนวคิดการทำถนนยางพารา ที่ห้องธรรมปัญญา อบจ.เชียงราย เมื่อกลางเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา 

            “อบจ.เชียงราย มีถนน235 เส้น รวมระยะทาง 830 ก.ม. และมีถนนเพื่อการเกษตรอีก 1,000 ก.ม. คลุมพื้นที่รับผิดชอบ 1,751 หมู่บ้าน 1254ตำบล18 อำเภอ เมื่อปี 2555 ได้ทดลองนำน้ำยาพอลิเมอร์ ผสมกับ ซีเมนต์เพื่อซ่อมถนนดินซีเมนต์  ปรากฏว่าได้ผลดี ถนนปลอดฝุ่น ผิวถนนมีความแข็งแรงทนทาน ขนาดเกิดน้ำท่วมเมื่อปี 2557 ปรากฏว่าถนนดังกล่าวได้รับความเสียหายราว 5 เปอร์เซ็นต์ เราตั้งเป้าว่าจะสนองนโยบายของรัฐบาล ที่ให้ใช้ยางพาราภายในประเทศ โดยร่วมกับ ผศ.ดร.ระพีพันธ์ แดงตันกี อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ผู้วิจัยโครงการถนนยางพารา ซึ่งมีชื่อมาจากผลงาน “พารารับเบอร์พอลิเมอร์ซอยล์ซีเมนต์” ที่สร้างถนนยางพารามาแล้ว ระยะทาง 250 เมตร ภายในมหาวิทยาลัยฯวิทยาเขตปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี ทั้งนี้ตนจะทำให้เชียงราย เป็นพื้นที่นำร่องเป็นจังหวัดต้นแบบ “ถนนยางพาราต้นแบบท้องถิ่นแห่งแรกในประเทศไทย” เพราะเชียงรายมีพื้นที่ปลูกยางพารามากและเราก็มีความพร้อมทุกด้าน” ผอ.กองช่าง ปฏิบัติหน้าที่ปลัด อบจ.เชียงราย กล่าว

            สำหรับข้อดีของการใช้ยางพารามาทำถนนนั้น ข้อมูลทางวิชาการระบุว่า มีความสะดวกในการสร้างถนนมากกว่าประหยัดกว่า  ทนทานกว่า มีความยืดหยุ่นกว่า การใช้ยางมะตอย หรือ แอสฟัลส์  เช่นการสร้างถนน 1 ก.ม. จะใช้น้ำยางพาราเพียง 12,000 ก.ก. หรือ 12 ตัน เมื่อเปรียบเทียบราคากับยางแอสฟัลส์ เป็นตารางเมตร พบว่า ใช้ยางพาราเพียง 200-300 บาท ใช้ยางแอสฟัลส์ 350-400 บาท หากเป็นถนนคอนกรีต ประมาณ 750-800 บาท  และถนนยางพารามีอายุการใช้งานนานถึง 10 ปี นับว่าคุ้มค่ามากในการลงทุนและเป็นการช่วยเหลือชาวเกษตรกรยางพาราให้มีโอกาสได้ขายยางมีราคาอีกด้วย

            เชียงรายวันนี้ นอกจากจะมีทรัพยากรอื่นๆทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แล้ว ทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรได้ร่วมสร้างขึ้นใหม่ที่เป็นพืชเศรษฐกิจนอกเหนือจากผลไม้ต่างๆตามฤดูกาล ก็คือ “ยางพารา”ซึ่งมีพื้นที่ในการเพาะปลูกมากในอันดับต้นๆ แต่ราคาในปัจจุบันยังคงตกต่ำชาวสวนยางเดือดร้อนทั่วหน้า การริเริ่มโครงการ “ถนนยางพาราต้นแบบท้องถิ่นแห่งแรกของประเทศไทย” ของ อบจ.เชียงราย หากทำได้สำเร็จจริงนอกจากการขนส่งในท้องถิ่นจะสะดวกสบาย และได้ถนนที่ดีมีคุณภาพแล้ว ยังจะเป็นการสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้แก่ชาวสวนยางโดยแท้

รูช