“โคลนถล่ม...แลนด์สไลด์” ต้อง “...ใส่ใจธรรมชาติ”

       ภัยพิบัติทางธรรมธรรมชาติและอุบัติภัยต่างๆที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์นั้น ก็จะยังคงอยู่และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ด้วยปัจจัยต่างๆอันเนื่องมาจาก การเปลี่ยนปลงของลมฟ้าอากาศ หรือที่เรียกว่า “Climate change” ที่เกี่ยวโยงไปทุกเรื่องอย่างที่หลายคนรู้จักและคุ้นหู..

        โดยเฉพาะภาคเหนือของประเทศไทยเราในช่วงฤดูฝน และยังมีโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่แตกต่างจากภาคอื่นๆ เพราะมีภูเขาสูงสลับที่ราบลุ่มและมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านมีความชุ่มชื้นเป็นหลักทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์โดยทั่วไป ในอดีตธรรมชาติมีความสมดุลเป็น ”ธรรมชาติ” ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและอันตราย..ดั่งเหตุการณ์ เมื่อ 28ก.ค.61ที่บ้านห้วยขาบ หมู่ 7ต.บ่อเกลือเหนือ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ที่มีผู้เสียชีวิต 8คน และ แผ่นดินถล่มแผ่นดินสไลด์ ที่บ้านร่มฟ้าไทย หมู่ที่ 24ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย ย่านภูชี้ฟ้า เมื่อ 31ก.ค. 61รวมทั้งเหตุการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นสารพัดเหตุการณ์ในบ้านเรา

      เมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้นการพัฒนาและความเจริญด้านต่างๆเข้ามาคุกคามธรรมชาติมากขึ้นทุกวัน การเสียความสมดุลทางธรรมชาติ... ค่อยๆเสื่อมโทรมและเปลี่ยนไปเรื่อยๆทุกๆวัน ทั้งพื้นดิน และผืนน้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า ดั้งเดิมลดลงไปเรื่อยๆ บางอย่างสูญพันธุ์ ทุกอย่างอย่างล้วนส่งผลให้ กระทบต่อดินฟ้าอากาศได้ทังนั้น..เหมือนคำเปรียบเปรยที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” (คำกล่าวของ Paul Dirac นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ปี 2476) เพราะทุกสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยงกันแบบมองไม่เห็นเสมอ..แม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆก็สามารถขยายเป็นเรื่องใหญ่ๆได้เหมือนวลีที่ว่า “ผีเสื้อกระพือปีก” หรือ Butterfly Effect จากการวิจัยและค้นพบครั้งสำคัญของ Edward N. Lorenz ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยา จนกลายเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีความโกลาหลยุ่งเหยิงอลเวง (Chaos theory) เกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆที่ไม่สามารถมองเห็นได้ซึ่งมีอยู่คู่โลกใบนี้มานานโดยธรรมชาติ

     การเกิดพายุแต่ละครั้งล้วนมีแนวโน้มที่รุนแรง... เพราะพื้นโลกมีความร้อนที่สะสมกันมากกว่าปกติจากน้ำมือของมนุษย์ที่ช่วยกันสร้างในรูปแบบต่างๆ... เมื่อฝนตกลงมาก็จะตกแช่เป็นเวลานานๆหลายวัน โครงสร้างของดินที่รับน้ำฝนจะมีผลกระทบมากโดยเฉพาะในเขตที่ลาดเอียงและภูเขาสูงที่มีพืชและป่าไม้ปกคลุมน้อย...โดยเฉพาะบ้านเรือนและการตั้งถิ่นฐาน และการสร้างบ้านพัก รีสอร์ท ร้านกาแฟที่ต้องการวิวสวยงาม ที่อยู่ในพื้นที่ ที่ “บุกเบิกใหม่” ใกล้ถนน  ใกล้ริมแม่น้ำ ใกล้เทือกเขาหินปูน หน้าผาที่สูงชัน และบริเวณที่มีส่วนลาดเอียงมากๆ จึงเกิด “ภาวะเสี่ยง” ที่น่าเป็นอันตรายยิ่งนักในเรื่อง แผ่นดินเลื่อน-สไลด์ (Landslideโคลนถล่ม (Mudslide) หินถล่ม(Rockslide) และหิมะถล่ม (Avalanche) ส่วนอันหลังไม่มีในบ้านเราก็โชคดีไป

      ดังนั้นผู้ที่มีที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว ควรสังเกตดังนี้ การพังทลายของดินแบบริ้ว(Rill erosion)การพังทลายของดินแบบร่องน้ำ (Gully erosion) ที่คนเหนือเรียกในเชิงภูมินามวิทยาในท้องถิ่นว่า “โหม้ง” คนอีสานเรียก “โสก” ต้องระวังไว้ให้ดี...ทางที่ดีควรป้องกันไว้แต่ต้น คือ 1.หลีกเลี่ยงที่จะตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่มีหน้าผาและที่ลาดเอียงที่สูงชันเขตภูเขาหินปูน  2.การปลูกหญ้าแฝกคลุมดิน 3.การปลูกพืชที่มีรากแก้วประเภทไม้ยืนต้นให้เป็นกำแพงหรือเป็นป่าย่อมๆ เพื่อให้รากไม้ช่วยยึดเนื้อดินของดิน 4.รับฟังข่าวสารพยากรณ์ลมฟ้าอากาศและเฝ้าระวังเตรียมพร้อมการอพยพช่วงมีฝนหนักๆติดต่อหลายๆวันเพราะดินอิ่มน้ำเต็มที่แล้ว และ 5.ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องด้านวิศวกรรมโยธาทั้งด้านธรณีวิทยาต้องมีบทบาทให้มากขึ้นในการดูแลในบริเวณพื้นที่เสี่ยงและบุกเบิกใหม่ในการสร้างแนวป้องกันดินสไลด์โคลนถล่ม...รัฐบาลเองก็ต้องให้ความสนใจ...มิใช่คอยรับฟังข่าวว่าปีต่อไปจะเป็นอำเภอใด...จังหวัดไหน...!!?

  ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย คณะวิทยาศาสตร์ฯ และโปรแกรมสารสนเทศภูมิศาสตร์ สำนักวิชาสังคมศาสตร์ และคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม และเครื่องเตือนภัยน้ำป่าหลาก รวมทั้งเปิดสอนในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องสามารถให้คำปรึกษาทางวิชาการได้และเป็นที่พึ่งของชุมชนได้ทุกเรื่องด้านต่างๆและภัยพิบัติ

    อุบัติภัย... เราสามารถร่วมมือป้องกันได้... หากทุกคนมีความรับผิดชอบมีระเบียบ วินัย และใส่ใจความเป็นไปของ “ธรรมชาติ” ที่ใกล้ตัวในทุกๆเรื่อง... เราต้องป้องกันและช่วยตัวเองก่อนและต้องเข้าใจธรรมชาติให้ดี... ว่าเราจะปรับตัวให้อยู่กับมันอย่างไร... เพราะ “ธรรมชาติ” นั้น... มันเป็นของมันเช่นนี้... นี่เอง

สุรพล เวียงนนท์