ฤดู “หมอกควัน”

ฤดู “หมอกควัน”

ทุกๆปีตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ไปจนถึงปลายเดือนเมษายน ภาคเหนือตอนบน จะมีภัยคุกคามประจำฤดูกาล ซึ่งมักจะเรียกกันว่า เป็นฤดูกาลที่ 4 ที่นอกเหนือจากฤดูทางภูมิศาสตร์ ที่มีฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูร้อน แล้วจะมีฤดูที่ 4 เพิ่มขึ้นมาอีก คือ “ฤดูหมอกควัน” ซึ่งช่วงเดือนดังกล่าว จะทำให้สภาวะอากาศ ขมุกขมัว ตลอดวัน ทัศนวิสัย หรือการมองเห็นไม่ดี บางวันเลวร้ายมาก บางครั้งเครื่องบินไม่สามารถลงจอดได้ ต้องบินกลับ รถยนต์ต้องเปิดไฟหรี่ขณะวิ่งบนถนน เมืองท่องเที่ยวหลักๆ ในภาคเหนือมีผลกระทบด้านสุขภาพ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวขาดหาย   

สาเหตุก็อย่างที่รู้กันว่าเกิดจากสภาพมิประเทศทางภาคเหนือ มีสภาพเป็นแอ่งกระทะ การเผาป่า เผาขยะ ควันไฟจากการเผาซังข้าวในท้องทุ่งเพื่อเตรียมการเพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป การเผาซังข้าวโพด เพื่อเตรียมพื้นที่ในการเพาะปลูกครั้งต่อไป ที่มีข้อมูลวิจัยพบว่าเป็นสาเหตุหลักของปัญหา นอกจากนี้ยังมีควันอื่นๆ ที่เกิดจากครัวเรือน ร้านขายอาหาร ต่างๆทั้งในร่ม และกลางแจ้งที่เป็นปัจจัย ทั้งนี้เมื่อควันไฟเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วจะถูกมวลอากาศเย็นที่หนักกว่าจากลมภูเขาและมวลอากาศหนาวจากจีน ไหลมาปิดทับในช่วงเช้า อากาศที่ยังเย็นจะกั้นควันไฟเหล่านี้เอาไว้ไม่ให้ไปไหน ประกอบกับในช่วงนี้กระแสลมท้องถิ่นมีกำลังอ่อนจึงไม่สามารถพัดพาหมอกควันเหล่านี้ให้สลายตัวได้ จึงทำให้เกิดบรรยากาศในช่วงนี้ เมื่อหายใจเข้าไปแล้วรู้สึกอึดอัด เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยังมีค่าของฝุ่นละอองในอากาศหลายจังหวัดเกินค่ามาตรฐาน  จังหวัดที่มีปัญหาแก้ได้ก็เพียงใช้รถดับเพลิงพ่นน้ำขึ้นในอากาศเพื่อเพิ่มความชื้นได้บ้างแต่ก็เป็นครั้งคราว หาใช่เป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไม่

สาเหตุหลักอันเนื่องมาจากการเกิด “หมอกควัน” ที่เริ่มเป็นภัยคุกคามในห้วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมานี้ เนื่องจาการพัฒนาการด้านการเกษตรแบบ “พันธสัญญา” หรือ ที่เรียกว่า “คอนแทร็คฟาร์มมิ่ง” (Contract Farming) ของบริษัทใหญ่ ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งฝุ่นละอองจาการก่อสร้าง และการขนส่งก็มีส่วน เนื่องจากพรมแดนของไทย เมียนมา ลาว ติดกัน และเกี่ยวเนื่องไปอีกหลายประเทศในเขตอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ท้องฟ้าเดียวกันจึงเป็นหมอกควันไร้พรมแดน สุดที่จะปิดกั้นได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง

เป็นที่น่ายินดีว่า เมื่อ 24 ก.พ. (2560)ที่ผ่านมา พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมประเทศในเขต “จีเอ็มเอส” ประกอบด้วย ไทย ลาว เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม นักวิชาการด้านอุตุนิยมวิทยาของแต่ละประเทศ ประชุมหาทางออกแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับ “มลพิษจากหมอกควันข้ามแดน” ครั้งที่ 6  ที่ เชียงราย ซึ่งปีที่แล้วก็ประชุมกันที่ สปป.ลาว เกี่ยวกับเรื่องการกำหนด “จุดเผาไม้” (Hot Spot)ให้ลดลงช่วงเดือน มีนาคม – เมษายน ในทุกๆปี โดยตั้งเป้าตัวชี้วัดเกี่ยวกับ “ฮอตสปอต” ไม่เกิน 50,000 จุด ภายในปี 2563ในประเทศที่ร่วมมือกัน โดยใช้เทคโนโลยีด้าน “จีไอเอส” หรือสารสนเทศด้านภูมิศาสตร์เข้ามาช่วยตรวจสอบ     

สำหรับไทยเรามีมาตรการห้ามเผา 60 วันอยู่ แล้ว มีเป้าหมายในปี 2560 นี้ต้องลดการเผาให้ต่ำกว่าปี 2559 ร้อยละ 20 จากเดิมโดยทางรัฐบาลได้ทุ่มงบประมาณเพื่อแก้ไขลดหมอกควันในภาคเหนือถึง 150 ล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหานี้ บางจังหวัดตั้งรางวัลผู้แจ้งเบาะแสว่าใครเผาจะได้รางวัลตั้ง 5,000บาท

ส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ประกาศห้ามเผาเป็นเวลา 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ. - 17 เม.ย. 2560 นี้ ใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปีถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 150,000 บาท เมือปี 2559 ที่ผ่านมาสามารถจับดำเนินคดีได้ 15 ราย ปีนี้ต้องดูต่อไปว่าจะจับได้กี่ราย

แนวทางแก้ไขปัญหาทุกประเทศในกลุ่ม “จีเอ็มเอส” ต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง สร้างความรู้ สร้างความตระหนักแก่บริษัทใหญ่ๆที่ทำการเกษตรดังที่กล่าว รวมทั้งประชาชนทั่วไปด้วย หากเราจะรณรงค์เฉพาะประเทศไทย คงเป็นเรื่องยาก หากดูจุด “ฮอตสปอต” จากภาพถ่ายดาวเทียมจะพบว่าบริเวณประเทศเพื่อนบ้านของไทยไม่ว่า รัฐฉานทางตอนเหนือพม่าที่ตรงกับภาคเหนือตอนบนของไทยอาการหนัก  ส่วนลาวก็มีบ้างประปราย ทำอย่างไรเราจะพัฒนาระบบดาวเทียมที่มีอยู่โดยใช้เทคนิคด้านสารสนเทศภูมิศาสตร์หรือ “จีไอเอส” (GIS : Geographic Information System) มาช่วยบริหารจัดการในเรื่องนี้ รวมทั้งการประดิษฐ์แอพพลิเคชั่นใหม่ๆใช้กับสมาร์ทโฟนให้สามารถใช้ในการเฝ้าระวังแจ้งเตือน วางแผนป้องกัน

ในขณะที่ โปรแกรมสารสนเทศภูมิศาสตร์ สำนักวิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้ผลิตบัณฑิตในสาขานี้อยู่และจบการศึกษาไปแล้วหลายรุ่น ล้วนมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ที่ผ่านมาก็มีการทำการวิจัยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาหมอกควัน และเฝ้าระวังกันทุกๆปี จังหวัดเชียงรายควรร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เพื่อหาทางออกแห่งปัญหาร่วมกัน เพื่อให้การแก้ปัญหาเหล่านี้ให้เกิดความยั่งยืน เชื่อว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดีแน่นอน…!!                    

“รูช  เชียงราย”