เมื่อลูกจ้างถูกคำสั่งให้อายัดเงินเดือน

            ผู้เขียนมักจะได้รับคำถามมาจากเจ้าของกิจการ, ผู้ประกอบการ หรือ นายจ้างอยู่เสมอครับ ว่าได้รับจดหมาย หรือหนังสือจากสำนักงานบังคับคดีให้อายัดเงินเดือนลูกจ้างไว้ ซึ่งหากเกิดกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นทางฝ่ายผู้ประกอบการ หรือ นายจ้างควรจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร? และหากฝ่าฝืนจะได้รับผลกระทบทางกฎหมายร้ายแรงหรือไม่?

            ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่า การมีคำสั่งอายัดเงินเดือนหมายความว่า ลูกจ้างของท่านได้ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของศาลเรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ ลูกจ้างได้ถูกฟ้องเป็นคดีต่อศาลซึ่งอาจจะเป็นมูลหนี้จำนวนหนึ่ง เช่น เงินกู้, ค้ำประกัน, ละเมิด, หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้เงินกู้ธนาคาร แล้วได้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ จนกระทั่งลูกจ้างผ่านกระบวนการถูกฟ้องคดีแพ่ง และต่อมาศาลได้มีคำพิพากษาให้ลูกจ้างชำระหนี้แล้ว แต่ฝ่ายลูกจ้างตัวแสบของเราก็ยังไม่ชำระหนี้ตามกำหนดเวลา ฝ่ายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจึงได้ดำเนินการบังคับคดีสืบหา และทำการยึดทรัพย์สินของลูกจ้างเพื่อออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้คืนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไปตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร โดยจะมีแนวทางคงเหลือเงินให้กับลูกจ้างเพื่อดำรงชีพปกติได้เพียงไม่เกินเดือนละหนึ่งหมื่นบาท

            ท่านผู้ประกอบการบางท่านอาจไม่ทราบ ปล่อยปละละเลย หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าว ยังคงจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างตามปกติ เนื่องจากสงสารลูกจ้าง เพราะปกติแล้วลูกจ้างถูกหักเงินหลายประเภทอยู่แล้ว ไม่ว่าจะประกันสังคม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เงินกู้สวัสดิการบริษัท เป็นต้น ลูกจ้างแทบจะไม่เหลือเงินพอใช้ในแต่ละเดือน หากจะต้องหักเงินนำส่งกรมบังคับคดี ลูกจ้างจะดำรงชีวิตอยู่จะทำงานให้ดีได้อย่างไร แต่โปรดทราบไว้ครับว่า “หากนายจ้างไม่ดำเนินการ เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถร้องขอต่อศาล เพื่อให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบชดใช้หนี้แทนลูกจ้างเสมือนกับว่า ผู้ประกอบการรายนั้นเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ที่กล่าวมาเป็นทฤษฏีทางกฎหมาย แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว หากผู้ประกอบการไม่ได้หักเงินลูกจ้างไว้เพื่อนำส่งเจ้าพนักงานบังคับคดีจะสามารถแก้ต่างต่อศาลได้หรือไม่ ซึ่งกรณีดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่า ยังคงเป็นไปได้ยากอยู่ดี เพราะถือว่า คำสั่งอายัดได้ปิดปากผู้ประกอบการเสียแล้ว อย่างไรก็ตาม หากลูกจ้างยังคงทำงานอยู่ ผู้ประกอบการอาจแถลงต่อศาล อ้างความสุจริตของตนเพื่อขอผ่อนผันต่อศาล และดำเนินการหักเงินส่งให้กับกรมบังคับคดีจนครบจำนวน แต่หากลูกจ้างได้พ้นจากสภาพการเป็นลูกจ้างไปก่อนแล้ว ผู้ประกอบการก็คงจะต้องรับผิดชดใช้ให้กับเจ้าหนี้ตามจำนวนที่มิได้หักค่าจ้างนำส่งให้กับกรมบังคับคดี เว้นแต่ฝ่ายเจ้าหนี้จะได้ทิ้งคำร้องไม่นำพยานไปสืบพิสูจน์ต่อศาลเสียแล้ว

            สุดท้ายนี้ทางผู้เขียน เชื่อว่าเมื่อลูกจ้างถูกหักเงินจากผู้ประกอบการได้ไม่นานก็คงจะลาออกแล้วหนีไปหางานใหม่ที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามตัวไม่ได้เพราะทำงานต่อไปก็ได้เงินไม่พอใช้ ท่านผู้ประกอบการทั้งหลายหากได้รับหมายอายัดเงินลูกจ้างเมื่อใด ให้เตรียมตัวเตรียมใจได้เลยว่าจะเสียลูกจ้างรายนี้ไปไม่เร็วก็ช้า