ทรัพย์สินของ “ตุ๊เจ้า”

 

             ท่านผู้อ่านบางท่านที่ไม่ใช่คนเหนือโดยกำเนิด หรือ ไม่เคยอาศัยอยู่ทางภาคเหนือ คงสงสัยกันว่า “ตุ๊เจ้า”แปลว่าอะไร? “ตุ๊เจ้า”เป็นคำภาษาเหนือใช้เรียกพระภิกษุสงฆ์กันครับ เราอาจจะเคยคุ้นหูกันมาบ้างในทางภาคกลางที่ชาวบ้านมักจะนิยมเรียกขานนามนำหน้าของพระท่านว่า “หลวงพี่ หรือ หลวงลุง”เช่นกันครับในทางภาคเหนือ ก็จะเรียกขานนามพระเป็น “ตุ๊ปี้ หรือ ตุ๊ลุง”ซึ่งก็หมายความถึง ตุ๊เจ้า (พระภิกษุสงฆ์) นั่นเอง ประเด็นที่จะขอนำเสนอในวันนี้เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของทรัพย์สินของพระสงฆ์ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ทรัพย์สินที่พระท่านได้มาในขณะอยู่ในสมณเพศ (ออกบวช) นั้น เป็นการได้มาในฐานะส่วนตัว หรือว่าได้มาเพราะมีผู้ให้แก่ศาสนา?  คือยกให้แก่วัด ทางพระสงฆ์เพียงครอบครองแทนเท่านั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับเพราะพระสงฆ์ หรือ พระภิกษุ นั้นเป็นบุคคลที่ได้รับการเคารพเทิดทูนบูชาจากบุคคลทั่วๆไปในสังคม บาง็ปุครั้งเมื่อประเด็นเรื่องทรัพย์สินของพระสงฆ์ถูกตีแผ่จึงอาจส่งผลกระทบต่อพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติไปด้วย

            พระภิกษุก็มีสถานะบุคคลเหมือนบุคคลธรรมดาทั่วไป สิทธิของพระภิกษุในเรื่องทรัพย์สินก็ย่อมได้รับความคุ้มครองเช่นกัน เกี่ยวกับทรัพย์สินของพระภิกษุนั้น ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของพระภิกษุไว้เป็นการเฉพาะอยู่ 3 มาตรา ดังนี้ คือ

             มาตรา 1622“พระภิกษุนั้น จะเรียกร้องเอาทรัพย์มรดกในฐานะที่เป็นทายาทโดยธรรมไม่ได้ เว้นแต่จะได้สึกจากสมณเพศมาเรียกร้องภายในกำหนดอายุความตามมาตรา 1754” วรรคสอง “แต่พระภิกษุนั้น อาจเป็นผู้รับพินัยกรรมได้”

            มาตรา 1623“ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาอยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิตหรือโดยพินัยกรรม”

                        มาตรา 1624ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้”

           หลักๆก็จะแยกได้เป็นการได้มาของทรัพย์สิน (ก่อน หรือ หลัง) อุปสมบทเป็นพระภิกษุ แต่ที่ดูจะเป็นปัญหา ก็คือ การได้มาในระหว่างที่อยู่ในสมณเพศ เมื่อดูจากกฎหมายแล้วอาจทำให้เข้าใจผิดได้ว่า ทรัพย์สินที่พระภิกษุได้มาในระหว่างอยู่ในสมณเพศเป็นกรรมสิทธิ์ของพระภิกษุนั้น ฉะนั้น ท่านจึงสามารถจำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิต หรือโดยพินัยกรรมก็ได้ มีข้อที่สังเกตว่า มาตรา 1623 นั้นไม่เกี่ยวกับสมบัติของ วัด วัดเป็นนิติบุคคล...จึงถือสิทธิและมีสิทธิในทรัพย์สินได้ กรณีนี้เป็นเรื่องทรัพย์สินของพระภิกษุซึ่งถึงแก่มรณภาพ กฎหมายให้ทรัพย์สินของพระท่านที่ได้มาระหว่างอยู่ในสมณเพศตกเป็นสมบัติของวัดเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก โดยมีเหตุผลในทางนิตินัย และในทางศาสนาอยู่ที่ว่า พระบางองค์เทศนาธรรมเก่งเป็นที่ชื่นชอบแก่ชาวบ้านอาจได้กัณฑ์เทศนี้เป็นเงินสะสมไว้เป็นหมื่นเป็นแสนก็ได้ ของที่ชาวบ้านถวายพระหลักเกณฑ์นโยบายจึงถือว่าเป็นของที่เขาทำบุญในศาสนา ไม่ใช่ของให้แก่พระเป็นส่วนตัว เมื่อพระถึงแก่มรณภาพ กฎหมายจึงให้ตกเป็นสมบัติของวัด ในทางนโยบายนี้ถือว่าเป็นผลดีไปอีกทางหนึ่งเพราะถ้าหากไม่มีบทบังคับให้ทรัพย์สินของพระภิกษุตกเป็นของวัดเมื่อมรณภาพ พระภิกษุบางองค์ที่ไม่เคร่งครัดในทางธรรมวินัยอาจใช้ผ้าเหลืองเป็นที่ขวนขวายหาประโยชน์ส่วนตน  อันทำให้พุทธศาสนามัวหมองก็เป็นได้  แต่ทั้งนี้กฎหมายก็ยังเปิดช่องให้พระภิกษุสามารถจำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิต หรือโดยพินัยกรรม ข้อนี้เป็นไปตามพระธรรมวินัย ซึ่งผู้ทรงศีลเป็นพระภิกษุจะพึงบำเพ็ญจาคะ ทำบุญให้ทานแก่บุคคลอื่น ทรัพย์ใดที่พระท่านได้จำหน่ายไปแล้ว ย่อมไม่ตกเป็นสมบัติของวัด ประเพณีในทางปฏิบัติของพระภิกษุที่เคร่งในพระธรรมวินัย เมื่อได้จตุปัจจัยมาเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด ท่านมักจะจับสลากแจกจ่ายไปในบรรดาสามเณร และศิษย์วัด ไม่เก็บสะสมไว้ แม้ท่านจะทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์เมื่อท่านมรณภาพ ก็อยู่ในหลักการของการบำเพ็ญจาคะอยู่นั่นเอง ทางวัดจะโต้แย้งเอาเป็นสมบัติของวัดไม่ได้ครับ

            สุดท้ายนี้ เป็นข้อมูลที่ผู้เขียนได้ไปบังเอิญพบเจอมาครับเป็นลักษณะของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา อันเป็นผู้รับเอาซึ่งสถาบันอนาถา ที่จะประทังชีวิตอยู่ด้วยเพียงปัจจัย 4 คือ (1) บิณฑิตบาต (บิณฑบาต) หรือ อาหารที่มีคนเขาถวาย (2) จีวร คือ เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งตามหลักได้มาจากผ้าติดศพ (3) คิลาณเภสัช คือ ยารักษาโรค อันประกอบด้วยของดองน้ำมูด (4) เสนาสน คือ ที่อยู่อาศัยตามโคนต้นไม้ ซึ่งแท้จริงความหมายเป็นประการใดก็ขอให้ท่านผู้อ่านที่สนใจได้เข้าวัดไปศึกษา หรือ สอบถามกับทาง ตุ๊เจ้า ด้วยตนเองก็แล้วกันครับ และถือเป็นโอกาสหันหน้าเข้าวัดเพื่อชำระจิตใจไปด้วย