ในหลวงกับการศึกษา

กล้าคิด...กล้าทำ                                                                                                                      

โดยครูตั๋น

ในหลวงกับการศึกษา

ย้อนไปเมื่อ วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 15.52 น.ที่ผ่านมา พสกนิกรไทย ได้ทราบข่าวว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้เสด็จสู่สวรรคาลัย ชาวไทยทุกคนต่างโศกเศร้าเสียใจ ในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งเฝ้าติดตามข่าวความเคลื่อนไหวจากหน้าจอโทรทัศน์ อย่างใจจดใจจ่อ ได้เห็นภาพพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่เสด็จไปในที่ต่าง ๆ แม้พระองค์จะทรงตรากตรำทำงานหนักเดินทางไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อทราบความเป็นอยู่ของพสกนิกรไทย โดยเฉพาะด้านการศึกษา แม้พระองค์ท่านจะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว พระราชกรณียกิจและกระแสพระราชดำรัสที่พระองค์ทรงมีต่อวงการศึกษาไทย ยังกึงก้องอยู่ในหัวใจคนไทยทั้งปวง และน้อมรำลึกสานต่อนำไปปฏิบัติให้เกิดผล

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงตระหนักดีว่า การพัฒนาการศึกษาของเยาวชนอันเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชทรัพย์จัดตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล ให้เป็นทุนสำหรับการศึกษาในแขนงวิชาต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้มีทุนออกไปศึกษา หาความรู้ต่อในวิชาการชั้นสูงในประเทศต่างๆ โดยไม่มีเงื่อนไขข้อผูกพันแต่ประการใด เพื่อที่จะได้นำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้แล้ว ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการจัดทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนขึ้นที่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากสารานุกรมชุดอื่นๆ ที่ได้เคยจัดพิมพ์มาแล้ว เป็นสาระไว้ครบทุกแขนงวิชา โดยจัดแบ่งเนื้อหาของแต่ละเรื่องออกเป็นสามระดับ เพื่อที่จะให้เยาวชนแต่ละรุ่น ตลอดจนผู้ใหญ่ที่มีความสนใจ สามารถที่จะศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ได้ตามความเหมาะสมของพื้นฐานความรู้ของแต่ละคน โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขาวิชาได้อุทิศเวลาและความรู้ เพื่อสนองพระราชดำริ โดยร่วมกันเขียนเรื่องต่างๆ ขึ้น แบ่งออกเป็น 4 สาขาวิชา คือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ 

นอกจากนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ  ทรงก่อตั้งกองทุนนวฤกษ์ ในมูลนิธิช่วยนักเรียนที่ขาดแคลน ในพระบรมราชูปถัมภ์เพื่อช่วยให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาทั้งยังพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนริเริ่มในการก่อสร้างโรงเรียนตามวัดในชนบทสำหรับที่จะสงเคราะห์เด็กยากจนและกำพร้าให้ได้มีสถานที่สำหรับศึกษาเล่าเรียนโดยอาราธนาพระภิกษุเป็นครูสอนในวิชาสามัญต่างๆที่ไม่ได้ขัดต่อพระธรรมวินัย ตลอดจนช่วยอบรมศีลธรรมแก่เด็กนักเรียน ทั้งนี้เป็นพระราชประสงค์ที่จะให้เด็กนักเรียนได้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการศึกษาควบคู่กันไปทำให้เยาวชนของชาติ มีความรู้ด้านวิชาการควบคู่ไปพร้อมจิตใจที่ดีที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมเพื่อที่จะได้เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติในอนาคต และยังทรงจัดสร้างโรงเรียนร่มเกล้า ซึ่งเป็นโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาในหลายจังหวัด  เกิดขึ้นจากพระราชดำริที่จะให้ทหารออกไปปฏิบัติภารกิจในท้องที่ทุรกันดาร ได้ทำประโยชน์ต่อชุมชนและมีส่วนช่วยเหลือประชาชนในด้านการศึกษา ตามโอกาสอันควรโดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ทหารจัดสร้างโรงเรียนขึ้นในจังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดนราธิวาสจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นต้นและเมื่อการก่อสร้างโรงเรียนแล้วเสร็จ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโรงเรียนเหล่านั้น พร้อมทั้งพระราชทานนามว่าโรงเรียนร่มเกล้า ซึ่งในปัจจุบันมีทั้งโรงเรียนระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา

อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ  ทรงมีกระแสพระราชดำรัส เกี่ยวกับการปฎิรูปการศึกษา เมื่อปี 2558 เพื่อให้พสกนิการไทยได้สานต่อยึดถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฎิรูปศึกษาไว้คือ  หนึ่ง..ให้ครูรักเด็กและเด็กรักครู สอง...ให้ครูสอนเด็กให้มีน้ำใจต่อเพื่อน ไม่ให้แข่งขันกัน แต่ให้แข่งขันกับตัวเองให้เด็กที่เรียนเก่งกว่าช่วยสอนเพื่อนที่เรียนช้ากว่าและ สาม...ให้ครูจัดกิจกรรมให้เด็กทำร่วมกัน เพื่อให้เห็นคุณค่าของความสามัคคี ดังนั้น เพื่อเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงเห็นความสำคัญต่อด้านวงการศึกษา จึงควรที่จะสนองและสืบสานพระราชกรณียกิจและพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน ปลูกฝังเยาวชนไทยให้เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติในอนาคต รวมทั้งเพื่อให้พระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัยโดยไม่ต้องกังวลในสิ่งใดๆ ....ฉบับหน้าพบกันใหม่.....สวัสดี