ทำไมต้องปรับปรุงหลักสูตร

กล้าคิด..กล้าทำ                                                                                           

โดยครูตั๋น

 

ถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการศึกษาของประเทศ เพื่อตอบสนองการสร้างนวัตกรรมของประเทศ ที่เกิดจากนโยบายไทยแลนด์4.0 เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มาสู่หลักสูตร 2560 เพื่อให้ทันยุคทันสมัย ซึ่งได้เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้เกิดการลงมือปฏิบัติจริงและสามารถสร้างชิ้นงานเป็นของตนเองได้โดยใช้กระบวนการศึกษาแบบสะเต็ม (STEM) และ Active Learning มาบูรณาการในการเรียนการสอนอย่างจริงจังซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้โรงเรียนปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกัน เพื่อให้เห็นผลอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศคำสั่งเรื่องการบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษา  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อให้สถานศึกษานำมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดไปสู่การปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นเหมาะกับบริบทของหลักสูตร ให้มีการยกระดับวิชาคอมพิวเตอร์ วิชาเทคโนโลยี มาเป็นวิชาหลัก ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของวิชาการงานอาชีพ ซึ่งการเรียนเป็นรายวิชาจะมีข้อดี คือสามารถเปลี่ยนรายวิชาได้ทุกปี เป็นวิชาที่โรงเรียนสามารถจัดให้ผู้เรียน เรียนวิชาที่ทันยุคทันสมัยได้จึงไม่กำหนดตายตัว ผู้เขียนได้ติดตามการเข้ารับการอบรมของครูผู้สอน ไม่ว่าจะเป็นการอบรมให้ความรู้เรื่อง สะเต็มศึกษา และพัฒนาการสอนของครูโดยใช้กระบวนการ Active Learning  มาเป็นระยะๆ แต่พอกลับไปโรงเรียน ครูผู้สอนไม่ได้นำความรู้ที่อบรมมาใช้กับผู้เรียน ต่างคนต่างสอนไปตามหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด จนในที่สุดกระทรวงศึกษาธิการต้องลุกขึ้นมาเดินนำหน้า  ถึงเวลาต้องปรับปรุงหลักสูตร 2560 ใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ที่ต้องนำเอารายวิชาคอมพิวเตอร์ วิชาเทคโนโลยี มาบูรณาการกับการเรียนการสอนใช้กับ นักเรียนชั้น ป.1, ป.4, ม.1 และ ม.4 จะเริ่มใช้ในปีการศึกษา  2561

            ดังนั้นโรงเรียน จึงต้องให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบ สะเต็มศึกษา (STEM  EDUCATION)  และ  Active Learning มาจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนให้เป็นรูปธรรมและเกิดผล คำว่า “สะเต็ม” หรือ “STEM” เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษของศาสตร์ 4 สาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรมศาสตร์ (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics) หมายถึงองค์ความรู้ วิชาการของศาสตร์ทั้งสี่ที่มีความเชื่อมโยงกันในโลกของความเป็นจริงที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันในการดำเนินชีวิตและการทำงาน การจัดการเรียนการสอนของไทยเรา ครูผู้สอนจะสอนแยกส่วน เช่น สอนเคมี ก็เคมีล้วนๆ ฟิสิกส์ ก็ฟิสิกส์ล้วนๆ หรือคณิตศาสตร์ ก็คณิตศาสตร์ล้วนๆ ไม่เคยนำมาบูรณาการในชิ้นงาน ดังนั้น หลักของนวัตกรรมทั้งหมด ต้องเกิดจากการบูรณาการของคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่  แล้วจึงเกิดเป็นนวัตกรรมและในที่สุดก็จะกลายเป็นเทคโนโลยี  หากมีการนำเอาเทคโนโลยีมาบูรณาการกับวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ก็จะเกิดการต่อยอดของนวัตกรรมใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ  ส่วนการจัดการเรียนการสอน Active Learningเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ในระดับทักษะการคิดขั้นสูง อันประกอบด้วย การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ซึ่งลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ สามารถสร้าง องค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง

            อย่างไรก็ตาม  กระบวนการเรียนการสอนที่จะประสบผลสำเร็จได้  ก็คือ การปรับปรุง หลักสูตรให้มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดไปสู่การปฏิบัติ ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน กับครูผู้สอน  จึงต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูผู้สอนต้องมีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบของการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่  และภายใน 3 ปี ผู้เรียนทุกระดับชั้นก็จะเข้าสู่ระบบการศึกษาแบบใหม่ ที่มีการบูรณาการศาสตร์หลายๆ ศาสตร์เข้าด้วยกัน ทันยุค ทันสมัย ต่อไป... ฉบับหน้าพบกันใหม่... สวัสดี