วัฏฏจักรของชีวิต

        ก่อนอื่นต้องขออภัยในความผิดพลาดของคำก่อนค่ะ คำว่าเพราะวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารที่ถูกคือ เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัยค่ะ การตกหล่นผิดพลาดแม้อักขระเดียวแต่ความหมายผิดกันคนละเรื่องเลย ต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่ง ต่อไปจะระวังให้มากๆค่ะ

            สำหรับธรรมบทที่ได้นำเสนอไปเมื่อครั้งที่แล้วมาจากปฏิจจสมุปบาท ว่าด้วยวัฏฏจักรของชีวิต ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าเพราะคนเราหลงติดอยู่ในความไม่รู้คือรู้ที่รู้ไม่จริง นั่นคืออวิชชาจึงพาให้หลงวนอยู่

            ในวัฏฏจักรของวัฏฏสงสารคือเมื่อไม่รู้ความจริงของชีวิตว่ามีการวนเวียนเกิดแก่ เจ็บ ตาย เป็นปกติเป็นสิ่งไม่ควรแก่การยึดถือเอามาเป็นตัวตน เป็นสิ่งสมควรทำให้แจ้งว่าควรปล่อยวาง เลิกยึดถือเสียทุกข์จึงเกาะเกี่ยวเอามาเกิดใหม่ไม่ได้ เมื่อมองไม่เห็นความจริงนี้

            จึงเกิดเป็นอวิชชาซึ่งก่อให้เกิดสังขารตามมา และตามมาด้วยวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพและชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสะ วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบสิ้น

            ความเกิดแล้วเกิดอีก วนอยู่อย่างนี้ไม่รู้สิ้น จึงทรงตรัสเรียกว่าวัฏฏสงสาร เพราะในการเกิดแต่ละครั้งเราต้องกระทบกับสภาวะบีบเค้นมากมายอันก่อให้เกิดการกระทบ สนองตอบตามแต่ละสภาวะเรียกว่ากรรม กรรมก็คือการกระทำหรือกริยาสนองตอบสภาวะนั้นๆ มีทั้งดีคือกุศลกรรม และชั่วคืออกุศลกรรม เป็นทั้งบุญ ทั้งบาป ที่จะถูกบันทึกไว้ในดวงจิต ของแต่ละคน ส่งทอดติดตามได้ข้ามชาติ ข้ามภพ กำหนดให้ภพ ชาติที่ไปต้องรับสุข รับทุกข์ ตามที่กระทำไว้แล้ว เรียกว่าวิบากกรรม คือต้องรับผลของกรรมที่ทำไว้แล้วเรียงแถวกันเข้ามา วาระไหนกุศลกรรมเวียนเข้ามา ก็สุขสบาย ความหวังสมหวังตั้งไว้ ก็หลงระเริงกับความสุข ต่อเมื่ออกุศลกรรมวนเข้าจึงตระหนกว่าทุกข์เหลือเกิน อยากหลีกหนี ตะกายหาทางออกจากทุกข์อย่างไม่รู้ทาง จึงพากันหลงวนเวียนอยู่ในวงจรของโลกที่เรียกว่าวัฏฏสงสารนั่นเอง

            วัฏฏสงสาร คำนี้มีความหมายกว้างไกลกว่า สายตามนุษย์อย่างเราจะมองเห็นได้ครบ เป็นคำเรียกขานสังสารวัฏอันยาวนานไม่รู้สิ้น เป็นลักษณะของวงจรการเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในกองทุกข์ แม้จะสุขก็สุขไม่จริง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตรัสเรียกว่าวัฏฏสงสารซึ่งกว้างไปถึงภพที่สายตามนุษย์ธรรมดาอย่างเราจะมองเห็น คือนรก สวรรค์ จนยากจะยอมรับกันได้ว่ามีอยู่จริงหรือ นี่คือความจริงของภพ และชาติ เพราะอวิชชา คือความรู้ไม่ถึง รู้ไม่จริงไปปิดบังภพ ชาติไว้ มนุษย์เราจึงไม่ยอมรับ ไม่ยอมเชื่อ เป็นเหตุให้ถูกโลกยึดเหนี่ยวไว้ให้หลงวนอยู่ไปตามยถากรรม รับกรรมเก่าสร้างกรรมใหม่ เป็นอย่างนี้ไม่รู้สิ้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนหนทางออกจากวงจรแห่งทุกข์นี้ด้วยอริยมรรค เพื่อให้เห็นชัดว่าทุกข์นั้นเกิดจากอะไร ทำไมคนเราจึงเกิดมาต่างกัน บางคนสุขสบายนักหนา แต่ทำไมบางคนจึงอับจนข้นแค้นขนาดนั้น ปฏิจจสมุปบาทจึงเป็นคำตอบที่จะชี้ให้เห็นกระจ่างในกรรมและกรรมวิบาก รวมถึงหนทางออกจากวงจรทุกข์นี้ได้

            สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นครูสั่งสอนได้ทั้งเทวดาและมนุษย์ เพราะทรงรู้แจ้งโลก ทรงจำแนกสัตว์ว่าเป็นผู้เกาะเกี่ยว เพราะยึดถือ จึงหลงวน เพราะหลงวนจึงหลงทำ เพราะหลงทำจึงหลงตาย แล้วเกาะเกี่ยวกลับมาเกิดใหม่ สัตว์ในความหมายของพุทธศาสนาไม่ได้หมายเอาเฉพาะสัตว์ที่เราเรียกขานว่าหมู หมา กา ไก่ เท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงมนุษย์ เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานด้วย เพราะล้วนตกอยู่ในวัฏฏจักรเดียวกันทั้งสิ้น อย่างที่คราวที่แล้วเราได้กล่าวถึงลักษณะการ เกิดได้ 4 จำพวกไปแล้ว นั่นคือการได้อายตนะ คือการได้ร่างกาย หมายถึงการเกิด ในวงรอบของปฏิจจสมุปบาทเรียกว่าชาติ ส่วนภพคือการได้สภาวะเป็นคน เป็นสัตว์เดรัจฉาน นี่จัดเป็นภพกลางรับวิบากได้ทั้งกุศลคือบุญ อกุศลคือบาปเรียกว่ามีทั้งสุขอละทุกข์ แต่หากเป็นภพคือมีสภาวะผ่องใสมีกายละเอียดเกินสายตามนุษย์จะเห็นได้ ด้วยความผ่องใสจึงมีกายเป็นทิพย์มีความสุขสบายมากสัตว์ประเภทนี้เกิดแบบโอปปาติกะคือผุดขึ้นมามีสภาวะคือภพเป็นสวรรค์และพรหม แต่หากอายตนะที่ได้มีความละเอียดเกินสายจามนุษย์แต่กายที่ได้มัวหมอง มอซอบ่งบอกลักษณะของความทุกข์จัดเป็นโอปปาติกะที่รับผลของอกุศลวิบาก รับทุกขเวทนาอย่างเดียว ภพที่ได้คือสัตว์นรก เปรต อสุรกาย

            ในภพทั้งหมดนั้นแยกออกมาได้เป็น 31 ภพภูมิ แบ่งเป็นอบายภูมิ 4 มีนรก เปรต อสุรกาย และเดรัจฉาน นี่รับทุกข์สถานเดียว ภพกลางคือมนุษย์ 1 รับทั้งสุขและทุกข์ ฉกามาพจร คือสวรรค์ มี 6 ภพภูมิ เสวยสุขแต่อย่างเดียว รูปภพคือรูปพรหมภูมิ มี 16 ภพภูมิ และอรูปภพคืออรูปพรหมภูมิ มีอยู่ 4 ภพภูมิ ล้วนอยู่ด้วยปิติธรรมสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้มีสิทธิ์เสมอภาคกันที่จะได้ไปเกิดทั้งสิ้นขึ้นอยู่กับจิตดวงนั้นจะบันทึกอะไรไว้ให้ตัวเอง สร้างกุศลไว้ก็ได้ไปเกิดในภพที่ดี สร้างอกุศลก็จมดิ่งลงสู่ภพต่ำ ล้วนเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ ตราบใดที่ยังไม่แจ้งในกองทุกข์ก็จะวนเกิดวนตายอยู่ใน 31 ภพภูมินี้ จนกว่าจะทำกิจในพระศาสนาได้จบ คือรู้แจ้งเห็นจริงว่านี่ทุกข์แล้วปลดวางลงได้ ไม่เกาะ ไม่เกี่ยวเอาสิ่งต่างๆมาใส่ตัวอีกต่อไป กิจที่จะทำอีกไม่มี ก็จบกิจที่จะทำอีกต่อไป ชาติภพสิ้นก็ถึงนิพพาน นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงประทานไว้ให้เรานำมาปฏิบัติตาม อยู่ที่เราจะทำตามได้แค่ไหนนั่นเอง