สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เพราะวิชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ มีฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแก่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งให้เป็นซากศพ ความขาดแห่งชีวิตติณทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ เรียกว่า มรณะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชรา และมรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิดขึ้น (การเกิดของโอปาติกะ เช่น เทพ พรหม) ความหยั่งลงเกิด (การหยั่งลงสู่ครรภ์ มารดาของสัตว์มนุษย์) ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ เรียกว่า ชาติ อนึ่ง ในบรรดาสัตว์ทั้งปวงนั้น เมื่อจำแนกตามลักษณะการเกิดแล้ว เกิดได้ 4 อาการ คือ

            1. ชลาพุชะ คือสัตว์ที่เกิดในครรภ์ ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย
            2.อัณฑชะ คือสัตว์ที่เกิดในไข่ ได้แก่ สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลานบางชนิด
            3.สังเสทชะ สัตว์ที่เกิดในเมือกไคล เช่น แมลง
            4.โอปาติกะ สัตว์ที่ผุดขึ้นทันใด ไม่ต้องอาศัยที่เกิด เช่น เทวดา มาร

พรหม สัตว์นรก เปรต และมนุษย์ ในยุคแรกของวัฒนาการ ดังนี้ วันนี้ขอหยุดอาราธนาธรรมบทไว้ตรงนี้ก่อนอาจมีคำศัพท์บางคำที่บางท่านอาจงงๆ อยู่ก็จะมีบางคำที่วงเล็บไว้แล้ว แต่บางคำยังไม่ทำไว้ก็จะขอขยายคำ เพื่อเข้าใจตรงกัน ต้องขออนุญาต ท่านที่เข้าใจแล้วด้วยนะคะ

            1.อวิชชาคือความไม่รู้ หรือรู้แต่รู้ไม่จริง
            2.สฬายตนะคือจุดเชื่อมต่อเพื่อการรับรู้ ๖ ตำแหน่ง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
            3.อุปาทาน คือ การเข้าไปยึด เข้าไปถือ การไม่ยอมปล่อย
            4.ภพ คือ ภาวะแห่งความเป็น คน สัตว์ เทวดา พรหม สัตวนรก เปรต อสุรกาย เป็นต้น
            5.ปริเทวะ คือ ความร่ำไร รำพัน

            6.อุปายาส คือ ความคับแค้นใจ