เหตุแห่งสุข

เหตุแห่งสุข

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อ อรหัตผลเกิดขึ้นวิสุทธิญาณ(ญาณรู้แจ้งว่าหมดจดแล้ว)อันนั้นแม้ใดมีอยู่เรากล่าวญาณนั้นแม้ว่ามีเหตุมิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็อะไรเล่าเป็นเหตุแห่งวิสุทธิญาณควรกล่าวว่าวิมุติ(การละเลิกเพิกสมมุติทิ้งเสียได้)
.......................................................

เมื่อถึงวิมุตแล้วจึงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้วนี่คือวิสุทธิญาณ ดังนี้สุขอันยิ่งของพระอรหันต์ผู้ซึ่งมีความแน่นอนในนิพพานมีอยู่จริง แล้วปฏิบัติอย่างไรจึงจะถึงความเป็นพระอรหันต์ตรงนี้ต่างหากที่ควรให้ความสน ไม่ใช่แค่ได้ยินว่าปฏิบัติธรรมก็พากันระย่อว่าคนอย่างเราไม่มีวาสนาบารมีหรอกยอมเป็นอาภัพบุคคลตั้งแต่ยังไม่เริ่มกันทีเดียวความจริงการปฏิบัติธรรมล้วนเป็นเรื่องของเราแท้ๆศีล สมาธิ ปัญญาเห็นแค่นี้หลายคนระย่อ ที่ระย่อท้อและถอยเพราะจะนึกถึงภาพนักปฏิบัติที่เคร่งครัดวันๆเอาแต่นั่งหลับตาหรือไม่ก็เดินจงกรมยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอความจริงก็ดีนะคะได้ฝึกตัวเองแต่ถ้าไม่ถูกจริตก็ยังมีอีกหลากหลายวิธีสำคัญที่ต้องรู้จุดมุ่งหมายและที่สำคัญคือการมีสัมมาทิฏฐิการวางความเห็นให้ถูกไว้ก่อนนี่คือข้อแรกของมรรคมีองค์แปดมรรค 8 ย่อลงมาเหลือแต่ 3 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ธรรมปฏิบัติคือปฏิบัติทำดูง่ายขึ้นไหม ทำอะไรก็ทำชีวิตประจำวันของเราให้ดีนี่เอง ดีด้วยอะไร ดีด้วยศีล นี่คือปกติของคน ท่านว่าคนเราทุกคนต้องการชีวิตสุข ไม่ต้องการให้ใครมาเบียดเบียนทำร้าย ไม่ต้องการสูญเสียทรัพย์สิน ไม่ต้องการให้ใครมาละเมิดสิทธิครอบครอง ไม่ต้องการให้ใครมาโกหกหลอกลวงและไม่ต้องการความบ้ามัวเมาประสาทเสีย นี่คือศีล 5 เรียกว่าศีลคุ้มครองโลกเป็นศีลปกติ และเป็นศีลสำหรับพระโสดาบันที่เป็นฆราวาส เบื้องต้นของความเป็นพระอริยบุคคล เห็นไหมว่าไม่ยากที่ชาวบ้านจะเข้าถึงเลย สัมมาทิฏฐิที่ต้องนำมาใช้คือ มีความเห็นว่าคนเราเกิดมาเท่าไร ล้วนตายทุกคนไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า นี่คือธรรมดาโลกที่ทุกคนล้วนได้เห็น หลายคนได้ไปร่วมยินดีกับเด็กที่เกิดมา หลายคนย่อมต้องเคยไปร่วมไว้อาลัยผู้ตายแต่ทุกคนกลับปล่อยให้ผ่านเลยไป โดยไม่นำมาพิจารณาว่าเราก็จะถึงวันนี้เช่นกัน ความรับรู้ในอนิจจังถูกผ่านเลย ไตรลักษณญาณจึงไม่ปรากฏเกิดขึ้นกับใจ ไตรลักษณ์คือ อนิจัง ทุกขัง อนัตตา ดูกรภิกษุทั้งหลายคุณลักษณะของการปรุงแต่งในธรรม ประกอบกันมี 3 ประการ 3 ประการเป็นไฉน คือ

1. มีความเกิดปรากฏ

2. มีความเสื่อมปรากฏ

3. เมื่อตั้งอยู่ความแปรปรวนย่อมปรากฏ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย คุณลักษณะปรุงแต่งในธรรมประกอบกันมี 3 ประการนี้แล อนึ่ง สิ่งใดก็ตามมิใช่ธาตุแท้ อันหมดจดโดยตัวของมันเอง เกิดขึ้นเพราะประกอบจากสิ่งอื่น คือการปรุงแต่งโดยปัจจัยสิ่งนั้นย่อมมีความเสื่อมสลาย แปรปรวนเป็นธรรมดา ไม่มีเสถียรภาพ มิใช่สิ่งถาวร เป็นสิ่งที่ปรากฏชั่วครั้งชั่วคราวแล้วหายไป เป็นเพียงสมมุติขึ้นด้วยปัจจัยหนึ่งๆ ชั่วกาลหนึ่ง จึงเชื่อว่าเป็นเพียงมายา เป็นความจริงเทียม ก็ธรรมชาติทั้งหลายเกิดขึ้นมาแล้วด้วยอาการอย่างนี้ อนึ่ง ธรรม แปลว่าความจริง ชาติ แปลว่าการเกิด ดังนั้น ธรรมชาติคือสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วตั้งอยู่และจักดับไปในที่สุดหากเราจะกลับมาดูตรงที่ว่า เราได้แล่อยู่ให้ผ่านเลย มองข้ามการพิจารณาสิ่งรอบข้าง ว่าล้วนเป็นธรรมะคือเห็นการเกิด การตาย การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นธรรมชาติ ที่ทุกคนจะต้องพบนี่คือธรรมะ เราคิดแค่ว่านี่เป็นธรรมดาโลก เลยผ่านเลยที่จะคิดให้เป็นธรรมะ ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือธรรมดาโลก ดังนั้นการทำธรรมดาโลกก็คือการปฏิบัติธรรม เพียงแต่ว่าธรรมดาโลกนั้นรวมธรรมะ 3 ฝ่าย คือ กุสลาธัมมา อกุสลาธัมมา อัพยากตาธัมมา ดูแล้วเหมือนเราได้ยินเป็นประจำในงานศพนะ ก็ไม่ผิดนั่นคือ 3 บทในพระอภิธรรมนั่นเองธรรมดาโลกรวมธรนมะไว้ทั้ง 3 อย่างคือธรรมที่เป็นกุศล คือความดี มีความผ่องใส ธรรมที่เป็นอกุศล คือความชั่ว เป็นความเศร้าหมอง ธรรมที่เป็นกลางๆไม่สุข ไม่ทุกข์เป็นอุเบกขา ธรรมะเหล่านี้ล้วนอยู่ในชีวิตประจำวันเราทั้งสิ้น ถ้าเรารู้ทันเราก็ไม่ทุก พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอน ให้เรากลับมาพิจารณากายใจของเรานี่เอง เพราะธรรมทั้งหลายล้วนอยู่ในกายนี้ ใจนี้นี่เอง