เมื่อมีการยึดถือย่อมมีโทษ

เมื่อมีการยึดถือย่อมมีโทษ

            ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า  เรายึดถือสิ่งใดในโลกอยู่ จะพึงเป็นผู้ไม่มีโทษสิ่งนั้นมีบ้างไหม เธอย่อมทราบชัดอย่างนี้ ก็เมื่อเรายึดถือ ได้ยึดถือรูปนั่นเอง ได้ยึดถือเวทนานั่นเอง ได้ยึดถือสัญญานั่นเอง ได้ยึดถือสังขารนั่นเอง ได้ยึดถือวิญญาณนั่นเอง ภพจึงมีแก่เราตราบที่มีการยึดถืออยู่ โทษย่อมมีอยู่เสมอ

            ความเป็นจริงของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือขันธ์ ๕ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า อะไรจึงเรียกว่ารูป เพราะสลายจึงเรียกว่ารูป สลายไป

            เพราะอะไร สลายไปเพราะหนาวบ้าง ร้อนบ้าง หิวบ้าง เพราะสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายเพราะอะไรจึงเรียกว่าเวทนา เพราะเสวยจึงเรียกว่าเวทนา เสวยอะไร เสวยอารมณ์สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง

            เพราะอะไรจึงเรียกว่าสัญญา เพราะจำได้หมายรู้จึงเรียกว่าสัญญา จำได้หมายรู้อะไร จำได้หมายรู้สีบ้าง เสียงบ้าง รสบ้าง กลิ่นบ้าง  สัมผัสทางกายบ้าง  อารมณ์บ้าง

            เพราะอะไรจึงเรียกว่าสังขาร เพราะปรุงแต่งประกอบกันจึงเรียกว่าสังขาร ปรุงแต่งประกอบอะไร ปรุงแต่งรูปโดยความเป็นรูป ปรุงแต่งเวทนาโดยความเป็นเวทนา ปรุงแต่งสัญญาโดยความเป็นสัญญา ปรุงแต่งสังขารโดยความเป็นสังขาร ปรุงแต่งวิญญาณโดยความเป็นวิญญาณ

            เพราะอะไรจึงเรียกว่าวิญญาณ เพราะรู้อยู่จึงเรียกว่าวิญญาณ รู้อยู่ซึ่งรสต่างๆบ้าง  กลิ่นต่างๆบ้าง เสียงต่างๆบ้าง สีต่างๆบ้าง สัมผัสทางกายต่างๆบ้าง อารมณ์ต่างๆบ้าง

            อนึ่ง ในเพณบิณฑสูตร สังยุตตนิกาย สมเด็จพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบขันธ์ ๕ ดังนี้ว่า

            ร่างกายเปรียบเสมือนฟองน้ำ  ด้วยเต็มไปด้วยน้ำ

            เวทนาเปรียบเสมือนฟองอากาศ  ด้วยเกิดแล้วดับไป

            สัญญา เสมือนพยับแดด ด้วยระยิบระยับหลอนผู้จำอยู่เสมอ

          สังขาร เสมือนต้นกล้วย ด้วยพอกกันอยู่เป็นชั้นๆ แต่กลวงกลางหาแก่นแท้มิได้

          วิญญาณ เสมือนนักมายากล ด้วยหลอกความรู้สึกอยู่เสมอ เช่น บุคคลเคลื่อนที่ไปบนถนนจะเห็นว่าถนนใกล้ตัวกว้าง ถนน ณ ที่สุดสายตาแคบ แต่แท้จริงแล้วแม้ถนนสุดสายตาก็หาได้แคบอย่างที่เห็นไม่ เมื่อเข้าไปถึงก็เห็นกว้างเท่าเดิมเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ วิญญาณจึงชื่อว่า นักมายากลดังนี้

            สรุปว่า เมื่อมีการยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ ย่อมพาให้เกิดโทษ โทษของการยึดถือขันธ์ ๕ก็คือก่อให้เกิดภาระ ภาระก็เปรียบเหมือนเป็นผู้นำไป พาไป สู่ตัณหา ตัณหาเป็นตัวอยาก อยากทำ อยากเป็น อยากไม่ทำ อยากไม่เป็นเหล่านี้ก่อให้เกิดภาระนำพาไป เป็นเครื่องผูกให้เกิดภพใหม่ เป็นภาระที่จะต้องใช้ ต้องทำ ต้องเป็นไปตามตัณหาคือความอยากเรียกอุปาทานขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕เป็นไฉน อุปาทานขันธ์ ๕ คือการยึดถือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงผูกให้หาที่อยู่เป็นตัว เป็นตนเป็นผู้แบกภาระอยู่ในภพนั้นๆ เมื่อมีภพจึงเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ  ชรา มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายัส  

            ชาติคือการเกิด จะเกิดเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่แบกมา ในพุทธศาสนาเราเชื่อในเรื่องกรรม ดังนั้นสิ่งที่แบกมาด้วยก็คือกรรม  กรรมเป็นคำกลางๆ จึงมีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว คนทุกคน สัตว์ทุกตัวล้วนมาด้วยกรรมคือการกระทำของตนที่ทำไปแล้ว ถ้าเป็นกรรมดีมีกุศลก็มีวิบากคือผลของการกระทำแล้วตามมาเป็นความสุข แต่ถ้าเป็นกรรมชั่วเป็นอกุศลวิบากคือผลของการกระทำที่แล้วมาตามทันเป็นความทุกข์ความเดือดร้อน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าคนหรือสัตว์ล้วนกระทำมาแล้วทั้งดีและชั่ว ไม่มีใครที่ไม่เคยทำชั่วจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม  และไม่มีใครไม่เคยทำดี  สัตว์ทั้งหลายอันรวมถึงคนเราด้วยจึงมีชีวิตที่สุขๆ ทุกข์ๆ ปนเปกันไป เมื่อมีความสุขก็หลงเพลินอารมณ์ เมื่อมีความทุกข์ก็อึดอัดขัดข้อง นี่ล้วนเป็นธรรมดาโลก เป็นสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ในสิ่งที่คนทั่วไปเห็นเป็นปกตินี่แหละ แต่ทรงมองความธรรมดาของชาวโลกนี้ต่างออกไป

            คนทั่วไปมองสิ่งรอบตัวเป็นสุขเป็นทุกข์แล้วไหลตามไป เรียกว่าไหลตามกระแสโลกมีสุขก็เพลิดเพลินอยากได้ ไขว่คว้ายึดไว้ หากเป็นทุกข์ก็ไม่อยากได้ ผลักไสไม่เอา คร่ำครวญหวนทุกข์ และหลงติดอยู่กับความอยากได้ไม่อยากได้เท่านั้น ไม่เคยมีใครได้มองเลยทะลุเข้าไปถึงเหตุแห่งปัญหาเลย คงยึดติดอยู่แค่หลงเพลินในอารมณ์สุข และคร่ำครวญปริเวทนาอยู่กับความทุกข์แค่นั้น แท้จริงทุกคนเห็นในธรรมดาโลกนี้แต่ไม่เห็นเป็นเหตุและเป็นผล ไม่เห็นว่าเพราะมีสิ่งนี้จึงมีสิ่งนี้ แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นและลึกเข้าไปถึงเหตุและปัจจัยแห่งการเกิดโลกว่าเมื่อมีผลเกิดขึ้นย่อมต้องมาจากเหตุทรงเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท หรือกลไกการสืบต่อภพชาติ ว่าเพราะมีอวิชชาคือความไม่รู้หรือรู้ไม่จริงจึงเกิดสังขาร เพราะมีสังขารจึงเกิดวิญญาณ เพราะมีวิญญาณจึงเกิดนามรูป เพราะมีนามรูปจึงเกิดสฬายตนะ เพราะมีสฬายตนะจึงเกิดผัสสะ เพราะเกิดผัสสะจึงมีเวทนา เพราะมีเวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะมีตัณหาจึงเกิดอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงเกิดภพ  เพราะมีภพจึงมีชาติวนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่รู้สิ้น ดังที่เราได้กล่าวถึงมาแล้วในคราวก่อนๆ

            ซึ่งพระองค์ไม่ได้มองเห็นอยู่แค่การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารเท่านั้น หากยังมองทะลุไปถึงวิธีการที่จะพาให้หลุดออกจากวงจรแห่งทุกข์นี้ได้นั่นคือ อริยสัจ ๔ ทรงสอนว่ามีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้วเราจะกล่าวถึงในคราวต่อไป  

            อวิชชาคือความไม่รู้หรือรู้ไม่จริง คนเราถือตัวว่าตัวเองเก่งรู้เรื่องราวสารพัด ตั้งแต่เรื่องวิชาการความรู้มากมายตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส มากมายที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า รู้ออกไปนอกตัวจากใกล้ๆตัวไปถึงรอบๆตัวขยายออกไปถึงจังหวัดถึงประเทศถึงโลกและขยายออกไปถึงนอกโลกเรื่องเหล่านี้เรารู้เราเรียนได้หมดถึงกับอิ่มใจภูมิใจนักหนาว่าตัวเก่ง แต่อนิจจาไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองมาจากไหน จะเป็นไปอย่างไร ไม่รู้ว่าที่สุดแล้วจะตายอย่างไร เมื่อไหร่จะพบกับอะไรบ้าง เรียกว่าเรื่องต่างๆรู้หมด เก่งมาก แต่กับเรื่องของตัวเองกลับไม่รู้เลย นี่เรียกว่าเพราะอวิชชาปิดบังไว้  

            เมื่อกายแตกตายทำลายไป นี่ทุกคนรู้ว่าเป็นธรรมดา คนเราเกิดมาแล้วต้องตายเหมือนกันหมด แต่ทุกคนไม่อยากตาย ไม่อยากให้คนใกล้ชิดรักใคร่กันตาย ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ นี่ก็คืออวิชชาครอบงำอยู่ นี่คือเครื่องผูกมัดสัตว์โลกไว้แม้กายจะแตกตายทำลายไปแล้ว  ก็จะเป็นเครื่องผูกดึงรั้งให้หาที่เกิดใหม่เรียกว่าชาตินั่นเอง และกรรมก็จะเป็นเครื่องผูกให้ไปสู่ภพ ทั้ง ๓๑ ภูมินั้นเป็นที่ไปเกิด อบายภูมิ ๔ สวรรค์ ๖ พรหม ๒๐ และโลกมนุษย์ ๑ วนเวียนไปอย่างนี้ แล้วใครคิดแล้วหรือยังว่าจะเลือกภพภูมิใดไว้ให้ตน การกระทำและสภาวะจิตเท่านั้นเป็นผู้กำหนด เราเลือกได้แค่ว่าจะทำดีมีจิตเป็นกุศลหรือทำชั่วมีจิตเป็นอกุศลเท่านั้น