เลาะเลียบข้างๆ ธรรมมาสพระศาสดา

            เมื่อกายแตกตายหยุดทำงานไป หากพลังความอยากทั้งหลายในใจยังปรากฏอยู่ เพราะความยึดถือยังมีอยู่ ก็จะยังคงร้อยรัดให้เกิดภพจำเพาะตน สิ่งเหล่านี้เป็นมวลพลังงานเรียกว่านามรูปหรือเจตภูต จะกระชากลากพาให้ไปเกิดอีก เป็นไปต่างๆอีกด้วยอำนาจแห่งเหตุปัจจัยและเงื่อนไขแห่งภพภูมิต่างๆ

            ภพภูมิหรือคติ  คือทางไปแห่งจิตวิญญาณที่ถูกพรากจากร่าง  อันเป็นกายหยาบที่เรากล่าวถึงไปแล้วเมื่อครั้งก่อน กายหยาบที่แตกตายไปแต่กายในคือจิตไม่ตายตามก็จะหาที่อยู่ใหม่ ภพหรือภาวะหรือสภาวะนั่นเอง สภาวะคือสิ่งที่จิตจะพาไปพบหรือไปเกิดย่อมเป็นไปตามพลังความอยากที่ยังค้างคาอยู่ในใจ  

            ความอยากที่ค้างคาหรือยึดถืออยู่ในใจในทางธรรมแล้วหมายถึงความโลภ ความโกรธ ความหลงเท่านั้น ไม่ว่าจะผูกพันยึดมั่นอยู่กับใคร หรือทรัพย์สินใดๆล้วนไม่พ้นไปจาก โลภคือความอยากได้ โกรธคือความไม่อยากได้ ความหลงคือความยึดมั่นถือมั่นในการเกิด เหล่านี้จะเป็นเครื่องนำพาให้จิตวิญญาณนั้นไปสู่ภพภูมิใหม่  จิตที่เศร้าหมองจะดึงตวงจิตนั้นไปสู่ภพภูมิที่ชั่วมีทุคติเป็นที่ไปเรียกอบายภูมิ ๔ มีนรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน เป็นภูมิที่มีแต่ทุกข์ร้อนแต่อย่างเดียว ผิดกับจิตที่ผ่องใสจะพาดวงจิตนั้นไปสู่ภูมิที่มีแต่ความสุขแต่อย่างเดียว มีสวรรค์และพรหมเป็นที่ไป หรือมนุษย์ก็ถือเป็นภพกลางที่สามารถจะไปสู่ภูมิไหนก็ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของตนเอง แต่ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ในภพภูมิทั้ง ๓๑ ภูมินี้ อันมีอบายภูมิ ๔ สวรรค์ ๖ พรหม ๒๐ และมนุษย์ภูมิ ๑ ล้วนไม่เที่ยง ทุกตัวตนล้วนสามารถไปปรากฏเกิดเป็นได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงเรียกว่าวัฏฏสงสาร มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีความไม่เที่ยงเรียกอนิจจัง มีความทุกข์เรียกทุกขังคือล้วนถูกขังไว้ด้วยทุกข์ เพราะมีสภาพเป็นอนัตตาคือความไม่สามารถบังคับได้เพราะมีสภาพไม่คงตัวไม่เป็นตัวตนมีสภาพเสื่อมไปสลายไป

            วัฏฏสงสารเป็นเหมือนกงจักรอันใหญ่มีพลังมหาศาลที่จะฉุดดึงให้สัตว์โลกต้องหมุนไปตามกระแสของมัน ทำให้หลงติด หลงยึด หลงตาม อย่างไม่จบสิ้น แม้จะมีผู้รู้พยายามบอกว่าออกมาเถอะที่นี่ไม่น่าอยู่หรอก ยังมีที่ๆไปแล้วไม่ต้องเคลื่อน ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องตาย ไม่ต้องทุกข์อีกคือนิพพาน ต่างก็ส่ายหน้า บ้างก็ไม่เชื่อ บ้างก็บอกว่าบุญไม่ถึง บารมีไม่พอ แล้วก็พากันท้อถอยไป สุดท้ายก็ต้องหลงวนอยู่ในกองทุกข์แห่งวัฏฏสงสารต่อไป

            นิพพานเป็นที่ถกเถียงกันด้วยคติที่ต่างกันบางคนบอกว่านิพพานคือการดับไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย บางท่านก็บอกว่ามีสินิพพานเป็นแดนที่เป็นสุขอย่างยิ่ง ยิ่งแย้งกันไปมาก็ไม่สามารถหาคำตอบ เพราะผู้ที่เถียงกันล้วนไม่เคยเห็นนิพพานเลยสักคน จึงจะขอยกเอาคำตรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงตรัสกับท่านพระอานนท์ที่ปริวิตกว่าตนยังไม่บรรลุธรรมเลยท่านพระสารีบุตรก็นิพพานไปแล้ว ซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูก่อนอานนท์  สารีบุตรพาเอาศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุติขันธ์และวิมุติญาณทัศนะขันธ์ปรินิพพานไปก้วยหรือ" ซึ่งท่านพระอานนท์กราบทูลว่า "หามิได้  พระเจ้าข้า"

            อนึ่ง ปรินิพพาน มาจากคำว่า ปริ+นิพ+พานะ ปริแปลว่ายิ่ง สิ้นรอบ(การหมุน) นิพแปลว่า ดับ พานะแปลว่าเครื่องร้อยรัด เครื่องบีบเค้น ดังนั้น ปรินิพพานจึงหมายถึงการดับเครื่องร้อยรัด เครื่องบีบเค้นโดยสิ้นรอบ สิ่งที่พระอรหันตเจ้าทั้งหลายดับนั้นคือขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นเครื่องบีบเค้นโดยสิ้น ทรงไว้แต่ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติและวิมุติญาณทัศนะเท่านั้น อนึ่ง ทุกข์ทั้งปวงย่อมดับไป สิ่งที่ทรงไว้คือ ธรรมสุขหรือความเบิกบานอันเป็นอนันต์ ดังนี้แล