เลาะเลียบข้างๆ ธรรมมาสพระศาสดา

แต่ถ้าไม่วงจรของปฏิจจสมุปบาทก็เริ่มใหม่ ต่อให้โลกแตกสลายแล้วเริ่มขึ้นใหม่อีกกี่ครั้ง อวิชชาก็จะพากลับมาเกิดใหม่ได้ทุกครั้งไปจนได้ ภพภูมิต่างๆก็ยังคงมีรองรับผู้มีอวิชชา ตัณหา อุปทานได้อยู่ไม่รู้สิ้นเช่นกัน

โลกใหม่จึงเป็นที่รองรับของพรหมผู้หมดกุศลมีอวิชชาก่อเกิดจนแก่กล้าก็ต้องจุติคือละภพภูมิแห่งพรหม ดังนั้นในยุคต้นคือเมื่อโลกเกิดใหม่ สัตว์ทั้งหลายที่ถูกพิบัติภัยก่อนโลกแตกได้ถูกย้ายไปอยู่โลกอื่นโดยมากจะไปอยู่ในชั้นอาภัสสราพรหม เพราะเป็นชั้นภูมิเดียวที่ไฟล้างโลกไหม้ไปไม่ถึง จึงชื่อว่าอาภสราพรหม และเพราะเหตุที่ตัณหายังไม่สิ้นเมื่อโลกใหม่เกิดขึ้นผ่านร้อนผ่านหนาวจนกลุ่มก๊าซที่มารวมตัวกันเกิดการกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำลอยอยู่เหนือก๊าซนั้น นานเข้าเกิดการเกาะตัวของธาตุทั้งหลายผนึกตัวเป็นง้วนดินลอยอยู่เหนือน้ำนั้น และปรากฏไปทั่วส่งกลิ่นหอมอบอวนขึ้นไปถึงชั้นพรหม  สัตว์เหล่านั้นคือพรหมทั้งหลายเมื่อได้กลิ่นหอมอวนจึงเกิดความอยากรู้ นี่เองอวิชชาได้เข้าครอบงำเหล่าสัตว์นั้นแล้ว ถ้าว่าไปก็คือความเป็นพรหมได้เสื่อมลงไปแล้วตั้งแต่เกิดความอยากแล้วแต่ด้วยอวิชชาปิดบังไว้จึงไม่รู้ตัวกัน  

พรหมเมื่อถูกความอยากรู้ครอบงำจนอยู่ไม่ได้ก็พากันเหาะลงมาทิ้งวิมาณให้ว่างเปล่า และถูกความอยากอันเป็นกิเลสเข้าครอบงำย่อมไม่รู้ว่าจะพาความเสื่อมมาสู่ตัวจึงพากันกินง้วนดินอย่างเพลิดเพลินโดยไม่รู้ว่าได้รับเอาธาตุหยาบเข้ามาพอกกายตน จากดวงจิตที่สว่างไสว แวววาวเป็นประภัสสรก็เริ่มหม่นมัวลงกายที่ละเอียดจนไม่สามารถสัมผัสและมองเห็นได้ก็เริ่มมีธาตุหยาบอันประกอบจากธาตุต่างๆของโลกใหม่เข้าครอบคลุมกลายเป็นกายหยาบหุ้มห่ออยู่ภายนอก ยิ่งนานยิ่งข้นแข็งและยิ่งปิดบังความเลื่อมประภัสจนมืดมิดไป โลกที่สว่างไสวด้วยรัศมีแห่งพรหมก็มืดมิดลงดังเดิม จะเหาะกลับวิมานก็ทำไม่ได้เพราะกายหนักเกินไป ที่สุดก็ต้องอยู่อย่างลำบากในแดนใหม่ที่เรียกว่าโลกมนุษย์  กลายเป็นมนุษย์ในยุคต้นกัปป์ ที่ยังมีแรงบุญของพรหม จึงไม่ต้องลำบากหาเลี้ยงชีพเพราะมีง้วนดินเป็นอาหาร หิวก็สามารถกินได้เลย  เมื่อรัศมีกายหายไปพระจันทร์ก็บังเกิดให้แสงสว่างขึ้น แล้วพระอาทิตย์ก็เกิดขึ้นตาม

มนุษย์ในยุคต้น ผู้ยังไม่รู้จักความลำบากก็จริงแต่ความกลัวได้เริ่มครอบงำแล้วเมื่อไม่สามารถกลับชั้นพรหมและเมื่อแสงสว่างดับลง ความมืดที่เข้ามาแทนที่ยังไม่พอง้วนดินที่มีให้กินอย่างสบายก็เริ่มข้นแข็งขึ้นไม่อ่อนนุ่มหอมละมุนอย่างเคย กลายเป็นกระบิดินและเครือดินและแผ่นดินลักษณะต่างๆ จากดินกลายเป็นหินเป็นภูเขา ตามมา อาหารจากดินที่เคยอ่อนละมุนก็เริ่มแข็งขึ้นและด้อยรสลง เกิดความผิดแผกแตกต่างกันตามมา

จากพรหมที่เคยสุขสบายคิดปรารถนาสิ่งใดก็ได้ ไม่เคยต้องขากแคลนและไม่เคยมีสิ่งใดต้องรู้สึกเกรงกลัว ก็ต้องมาขาดแคลนและมีสิ่งที่ทำให้ต้องหวาดกลัวเกิดขึ้นมากมาย  จึงเกิดการครอบครองและสะสมขึ้น เมื่อมีการสะสมการขาดแคลนก็ยิ่งขยายวงกว้างออกไป ธาตุหยาบที่รับเข้าไปยิ่งนานวันก็ยิ่งกล้าแข็ง กายที่กล้าแข็งยิ่งมากยิ่งมองเห็นความแตกต่างของผิวพรรณบ้างผิวพรรณงาม บ้างผิวพรรณทราม การเหยียดหยามแบ่งแยกก็เกิดขึ้น  ยิ่งมีการเหยียดหยามมีการยกตนข่มท่าน  มีการยึดมั่นในอัตตาตัวตนอาหารก็ยิ่งมีความหยาบและด้อยรสลง  

ที่สุดจากง้วนดินอันโอชะก็กลายเป็นกระบิดิน จากกระบิดินก็กลายเป็นเครือดิน เครือดินแม้จะด้อยรสแต่ก็ยังนับเป็นอาหารที่บริบูรณ์อยู่  มีลักษณะเหมือนผลมะพร้าวที่ถึงพร้อมด้วยสีกลิ่นรสคล้ายเนยข้น เนยใสอันบริสุทธิ์มีรสอร่อยอันหาโทษมิได้ปรากฏขึ้นให้เหล่าสัตว์ได้กินอยู่ระยะหนึ่งก็ต้องหมดไป เมื่อเครือดินหมดไปก็ปรากฏมีข้าวสาลีเกิดขึ้นในที่ที่ไม่ต้องไถ เป็นข้าวไม่มีรำไม่มีแกลบ มีสีขาวสะอาดมีกลิ่นหอมมีเมล็ดเป็นข้าวสาร มีรสอร่อย เมื่อเหล่าสัตว์คือมนุษย์เก็บมาบริโภคในตอนเช้า ตอนเย็นก็เกิดขึ้นมาใหม่ และเมื่อถึงเย็นเหล่าสัตว์ไปเก็บข้าวสาลีมาบริโภค เช้าก็เกิดขึ้นมาแทนที่เป็นอยู่อย่างนี้ แล้วก็มีผู้คิดเอาเปรียบเก็บสะสมไว้เพื่อจะได้ไม่ต้องไปเก็บทุกเข้าเย็นอีก จึงมีผู้เอาตามที่สุดความขาดแคลนก็ปรากฏ ความทุกข์ยากจึงตามมา ที่สุดต้องปลูกเองเพราะธรรมชาติเริ่มเอาคืนนั่นเอง

เมื่อจิตใจของมนุษย์เสื่อมทรามลง มีการเหยียดหยามยกตนข่มท่าน มีความหวาดกลัวและวิตกกังวลและจึงเกิดการจับคู่สมสู่กันเพื่อการดำรงพันธุ์ เมื่อมีการสมสู่ความขี้เกียจก็เกิดขึ้นทุกขภาวะก็บังเกิดกลายเป็นความเครียดขึ้น ความแข็งของวัตถุจึงกร้าวเกร่งขึ้นตามอำนาจของตัณหาและอุปาทานที่เกิดขึ้นภายในใจของมนุษย์ สารต่างๆในโลกก็ยิ่งซับซ้อนขึ้น ความซับซ้อนจะยิ่งดำเนินต่อไปตราบเท่าที่จิตใจของมนุษย์ยังมีแรงส่งของตัณหาและอุปาทานแรงกล้าขึ้นไม่มีหยุด ดังนั้นโครงสร้างของมนุษย์ผู้มีภาวะจิตต่างกัน จึงมีสสารที่ต่างกันด้วย นามกายที่เคยมีแสงสว่างจึงถูกสารหยาบห่อหุ้มไว้เป็นกายที่เศร้าหมองไร้แสงไร้ประกายส่วนห่อหุ้มนี้จึงเรียกว่ากายหยาบ แต่จิตเดิมแท้นั้นที่จริงไม่ได้เสื่อมหายไปไหนเพียงถูกห่อหุ้มไว้ด้วยกายหยาบ ดังนั้นกายคนแต่ละคนจึงมีอยู่ ๒ กาย คือกายนอกเรียกกายหยาบ กายในหรือธรรมกายเรียกกายละเอียดหรือกายทิพย์นั่นเอง

กายทั้งสองจะเกาะกุมกันเป็นหนึ่งเดียวอยู่ระยะหนึ่งกายนอกหรือกายหยาบก็ถึงเวลาต้องแตกสลายคือตายไปในที่สุด แต่กายในคือกายทิพย์ไม่ตายตามจึงต้องหาที่อยู่ใหม่