โลกธาตุแปรปรวนไม่รู้สิ้น

โลกธาตุแปรปรวนไม่รู้สิ้น

อนึ่ง แท้จริงแล้วพรหมก็คือมนุษย์ผู้มีจิตใจที่ดีงาม เมื่อแตกกายตายไปจึงอุบัติขึ้นเป็นพรหม และแท้จริงแล้ว มนุษย์คือพรหมและพระผู้เป็นเจ้า(เทวดา)ผู้เสื่อมทรามลงจึงจุติลงมาเป็นมนุษย์ ผู้ไม่รู้จักตัวเองบางพวกจึงกล่าวว่า ตนได้ถูกพระพรหมหรือพระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้น ดังนี้  

จากความตอนหนึ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับวาเสฏฐะและภารทวาชะปริพาชกเมื่อครั้งที่ประทับอยู่ ณ พระวิหารบุพพารามที่วิสาขามิคารมาตาสร้างถวายไว้ในเขตพุทธศาสนาเมืองสาวัตถีนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงปฏิเสธความมีอยู่จริงของเทวดา พรหม นรกและสวรรค์ หากแต่ไม่ทรงให้หลงงมงายติดอยู่กับความมีอยู่นั้นเพราะไม่ใช่ที่พึ่งอันจะพาให้หลุดพ้นจากวัฏฏทุกข์คือวงจรของทุกข์ได้  แต่เพื่อคลายความสงสัยของผู้อยากรู้หากเป็นไปเพื่อเห็นสัจธรรมแห่งผู้ถามพระองค์จึงจะตรัสเพื่อสอนให้พ้นจากความหลงผิดนั้น  เหมือนกับที่เหล่าปริพาชกทั้งหลายที่มีความเชื่อว่ามีพระเจ้าสร้างโลกและทุกสรรพสิ่ง จึงทรงแก้ความหลงผิดนี้ด้วยการชี้ให้เห็นว่าแท้จริงพระพรหมและพระเป็นเจ้าทั่งหลายก็คือมนุษย์ที่ทำความดีและมนุษย์ก็คือพระพรหมและพระเป็นเจ้าที่หมดบุญจึงมาเป็นมนุษย์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย  จึงมีสังขาร

เพราะสังขารเป็นปัจจัย  จึงมีวิญญาณ

เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย  จึงมีนามรูป

เพราะนามรูปเป็นปัจจัย  จึงมีสฬายตน

เพราะสฬายตนเป็นปัจจัย  จึงมีผัสสะ

เพราะผัสสะเป็นปัจจัย  จึงมีเวทนา

เพราะเวทนาเป็นปัจจัย  จึงมีตัณหา

เพราะตัณหาเป็นปัจจัย  จึงมีอุปทาน

เพราะอุปทานเป็นปัจจัย  จึงมีภพ

เพราะภพเป็นปัจจัย  จึงมีชาติ

เพราะชาติเป็นปัจจัย  จึงมีชรา มรณ โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์  โทมนัส และอุปายาสะ  

จากเนื้อหาของธรรมบทปฏิจจสมุปบาททรงกล่าวสอนถึงเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์ว่า  เพราะมีอวิชชาคือความไม่รู้หรือรู้ไม่จริง หลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอุปทานขันธ์ ๕ จึงก่อให้เกิดภพเกิดชาติวนเวียนไปมาอยู่ไม่รู้สิ้นจากมนุษย์ผู้ก่อกรรมอันมีทั้งกุศลและอกุศล ขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นี่คือตัวการสืบชาติสืบภพ

เมื่อเราสร้างกรรมคือทำกริยาสักอย่างหนึ่งซึ่งมีผลกระทบขึ้นมาเป็นบุญหรือเป็นบาป  ตัวสัญญาในขันธ์ ๕ คือตัวจำได้หมายรู้ แน่นอนว่าสิ่งใดที่ทำเราต้องรู้ได้ในขณะทำ และแม้เราจะไม่อยากให้จำ หรือกาลเวลาจะทำให้เราลืมเลือนไปแล้วว่าทำอะไรไว้ แต่สัญญาในขันธ์ ๕ได้บันทึกไว้แล้วและจะทำหน้าที่เหมือนหน่วยความจำในคอมพิวเตอร์คือจำได้ทุกรายละเอียดพร้อมวิเคราะห์ให้เสร็จว่าเป็นบุญหรือเป็นบาป เมื่อใดที่มีเหตุเข้าไปกระทบหน่วยความจำอันนี้การประมวลผลจึงเกิดขึ้น ในทางพุทธศาสนาเรียกว่าวิบากกรรม คนอย่างเราๆ เรียกว่ากรรมหมายเอาแค่ความไม่ดี แท้จริงมีทั้งดีและไม่ดี กรรมดีคือกุศล กรรมไม่ดีคืออกุศล ดังนั้นกรรมวิบากจึงมีทั้งกุศลและอกุศล ซึ่งคนมักไม่ค่อยมองถึงว่าขณะที่เราอยู่สุขสบายนั่นคือผลของความดีแต่จะมองแต่สิ่งที่เข้ามากระทบแล้วทำให้ตนต้องเสียประโยชน์เสียสิ่งที่คาดหมายและเสียบุคคลและของที่รักไปเท่านั้น นี่จึงเรียกว่าอวิชชาคือความไม่รู้ปิดบังอยู่

แท้จริง ไม่มีเหตุบังเอิญในพุทธศาสนา สัจจธรรมอย่างหนึ่งที่ทรงเน้นคือ ผลต้องเกิดจากเหตุ เราจึงย้อนกลับไปดูที่ปฏิจจสมุปบาท อวิชชาคือความรู้ไม่จริงพาให้เข้าไปยึดถือเป็นเจ้าของคืออุปทานในขันธ์ ๕ ความยึดถือตรงนี้เกิดมาจากความไม่รู้หรือรู้ไม่จริงจึงทำให้เกิดสังขารขึ้นมา สังขารมีจึงมีวิญญาณคือธาตุรู้ วิญญาณมีจึงมีนามรูป มีนามรูปจึงเกิดสฬายตนะ เพราะเกิดสฬายตนะจึงเกิดผัสสะ เมื่อมีผัสสะจึงเกิดเวทนา  เพราะเวทนาเกิดตัณหาจึงตามมา ตัณหาเป็นตัวให้ก่ออุปทาน เมื่ออุปทานก่อให้เกิดภพสภาวะหรือแดนเกิดว่าเป็นอะไร เป็นคน เป็นสัตว์ เทวดาหรือพรหม เป็นสัตว์นรกเปรตหรืออสุรกาย  มีภพจึงมีชาติคือการเกิดเข้าไปเป็นในภพนั้นๆ มีชาติจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมมนัสและอุปายาสะ

เมื่อเห็นจริงในปฏิจจสมุปบาท อ่านว่าปะติดจะสะหมุปบาท คือความวนไปมาอย่างไม่รู้สิ้นจากอวิชาก่อให้เกิดการยึดมั่นในตัวตนก่อเกิดสังขารเมื่อมีวิญญาณครองบวกับความยึดมั่นถือมั่นจึงก่อนามรูปที่ถูกส่งต่อมาด้วยสัญญาในขันธ์ ๕ อันจะได้รูปมาแบบไหน สูงต่ำ ดำ ขาว ล้วนถูกกำหนดไว้แล้วจากสัญญาคือเครื่องบันทึกกรรม นี่เราพูดแบบชาวบ้านๆ ไม่ใช่นักอภิธรรมซึ่งจะมีศัพท์ยากๆชวนมึนงงมากมายขึ้นไปอีก เอาเป็นว่าแบบเราๆ ก็แล้วกันนะคะ เรามาดูที่นามรูปกันค่ะ  นามก็คือเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ส่วนรูปก็คือตัวเป็นๆของเราหรือเขาที่เราเห็นนี่เอง จะเป็นคน สัตว์สิ่งของ นี่ล้วนเป็นรูปที่เราเห็นๆและยึดถือกันว่าของเรา ของเขา ของเราเป็นอายตนะคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นรูปภายในของเราส่วนสฬายตนะคือรูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสเป็นรูปภายนอกที่เข้ามากระทบหรือผัสสะ จะเป็นของเขาหรือของเราก็ได้อยู่ที่ว่าอุปทานใดจะเกิดนั่นคือเวทนา จะดีใจ เสียใจ สมหวัง ผิดหวัง ถูกใจไม่ถูกใจล้วนก่อตัณหาคืออยากได้ไม่อยากได้ อยากเป็นไม่อยากเป็นขึ้น นี่เอง

ภพคือที่เกิด ชาติคือการถือเข้าไปเกิดเพื่อเข้าไปรับรู้ในไตรลักษณ์ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ต้องเข้าไปรับรู้ในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  หากรู้แจ้งในกองทุกข์คือชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมมัสและอุปายาสะว่าเป็นธรรมดาโลก เกิดขึ้น แล้วตั้งอยู่ได้ระยะหนึ่งก็ต้องดับไปเป็นธรรมดา แล้วพิจารณาว่าตัวเราเองก็มีการเกิดขึ้นแบบนี้ ต้องรับทุกข์ของการเกิดแบบนี้นี้มีชรามรณะเป็นต้นแบบนี้แม้จะบริหารจัดการให้ดูดีดูประเสริฐเลิศหรู ไม่ให้ได้รับทุกข์ โศก ปริเทวะร่ำพิไรรำพันอย่างไร แต่อนิจจลักษณะก็ยังจะเกิดกับเราอยู่จนได้  ที่สุดก็ต้องจากภพและชาตินี้ไปเพื่อหาภพและชาติใหม่อยู่จนได้เพราะอนัตตาคือความไม่สามารถบังคับบัญชาได้ของภพและชาติได้ปรากฏขึ้นว่านี่ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราล้วนต้องเสื่อมสลายตายไปในที่สุด แล้วทำกองทุกข์ให้สิ้นว่าการเกิดเป็นทุกข์ ขันธ์ ๕ คือแดนของทุกข์ เราจะไม่ถือเอาการเกิดมามีขันธ์ ๕ นี้อีกต่อไป

การละวางความอยากได้ไม่อยากได้ทั้งมวลเพราะเห็นแจ้งแล้วว่าเป็นแห่งทุกข์และปฏิบัติตามคำสอนแห่งพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจนจบกิจในพระศาสนาคือนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง  ก็จบไม่ต้องกลับมาทำปฏิจจสมุปบาทอีกต่อไป เพราะวิชชา คือความรู้แจ้งได้ทำลายอวิชชาสิ้นไปวงจรการเกิดก็สิ้นสุดลงทันที ไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำอีกต่อไป  กรรมทั้งหลายทั้งกุศลก็ไม่ต้องการรับ อกุศลก็ไม่ต้องชดใช้ กรรมทั้งหลายไม่สามารถตามผู้ไม่มีอะไรติดค้างคือสภาวะนิพพานได้ก็จะกลายเป็นอโหสิกรรมไป