เลาะเลียบข้างๆ ธรรมมาสพระศาสดา

            เมื่อครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงอารมณ์ใจของพระโสดาบันตามคำสอนของพระคุณเจ้าพระราชพรหมยานหรือหลวงพ่อฤาษีแห่งวัดท่าซุง อุทัยธานี หรือที่คนทั่วไปรู้จักท่านในชื่อหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนั่นเอง คำสอนของท่านดูง่ายเกินไปสำหรับนักปฏิบัติที่ติดเคร่งครัดคิดว่าการจะเข้าถึงธรรมได้ต้องให้จริงจังเคร่งขรึมจะเล่นๆ เหยาะๆ แหยะๆ เอาง่ายเข้าว่าไม่ได้ จึงตั้งป้อมรังเกียจกันมากมายนั่นเป็นเรื่องของท่านเหล่านั้น แต่สำหรับเราที่มีความเคารพศรัทธาท่านแล้วนำมาปฏิบัติตามเราจะรู้ว่า ธรรมปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยากเลย ไม่จำเป็นต้องหนีงาน หนีสังคมเข้าป่าหาที่สงบบำเพ็ญหนักแน่นเคร่งครัด เพราะกายใจก็อยู่กับเราต่อให้หนีไปอยู่สุดหล้าฟ้าเขียวที่ไหนก็ต้องพากายกับใจไปด้วยอยู่ดี ที่สุดก็ต้องมาทำความรู้จักกายและใจของเราเหมือนๆ กัน แล้วทำไมต้องสรรหาสถานที่ หากาลเวลาให้ยุ่งยาก แค่มาทำความรู้จักกายใจของเราใจที่ตั้ง ในชีวิตประจำวันนี่เอง  

            ว่าอย่างไรเราจึงจะไม่ทุกข์ ดูว่าเราทุกข์เพราะอะไร ท่านสอนว่าแค่เรายอมรับตามความเป็นจริงว่าทุกข์เกิดที่กาย กายเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์การขจัดทุกข์ก็ต้องขจัดที่กายเอาใจเป็นเครื่องวัด เข้ามาเรียนรู้ความเป็นไปของกายและที่กายของเราเท่านั้นไม่ใช่กายของใครอื่น เพราะทุกข์นั้นเกิดที่เราก็ต้องเรียนรู้ที่กายเราและปลดปล่อยที่กายเราเท่านั้น ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

            เอกายโนทางสายนี้มีเพียงเราเท่านั้นที่จะต้องรับรู้ ที่จะต้องรับผล ที่จะต้องเป็นไปไม่มีใครรับผลและเป็นไปแทนใครได้  ต่างคนต่างรับต่างคนต่างไป หากต้องการความสุขก็ต้องมาทำความรู้จักตัวทุกข์ก่อน จึงทรงตรัสว่า ผู้ใดเห็นทุกข์ผู้นั้นเห็นธรรม ในสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อนุปิยนิคม แคว้นมัลละ ได้ตรัสกับปริพาชกชื่อภัคควโคตรว่า "ดูกร ภัคคว อนึ่งเราย่อมทราบชัดซึ่งสิ่งที่โลกสมมุติว่าเลิศ ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น และไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นจึงทราบความดับได้เฉพาะตนฉะนั้น ตถาคตจึงไม่ทุกข์"

            อนึ่ง สาเหตุสำคัญของความเสื่อมของมนุษย์เนื่องมาจากการกินนั่นเทียว และที่สุดของความพินาศของมนุษย์ก็เนื่องมาจากการกินเช่นกัน

            วันนี้จะขออาราธนาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าด้วยต้นกำเนิดของโลกและมนุษย์ที่ทรงตรัสตอบคำถามของวาเสฏฐะและภารทวาชะปริพาชกว่า อนึ่ง แท้จริงแล้วมนุษย์คือพรหมและพระผู้เป็นเจ้า(เทวดา)  ผู้เสื่อมทรามลงจึงต้องจุติมาเป็นมนุษย์ ผู้ที่ไม่รู้จักตนเองบางพวกจึงกล่าวว่า  ตนได้ถูกพระพรหมหรือพระผู้เป็นเจ้าสร้างขึ้นดังนี้

            สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคประทับ ณ พระวิหารบุพพารามเป็นปราสาทของนางวิสาขามิคารมาดา เขตพระนครสาวัตถีทรงตรัสกับวาเสฏฐะและภารทวาชะว่า  "ดูกร วาเสฏฐะและภารทวาชะ  มีสมัยบางครั้งบางคราวโดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านานที่โลกพินาศอยู่โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสราพรหม สัตว์เหล่านั้นได้ความสำเร็จด้วยใจ มีปิติเป็นอาหาร มีรัศมีแผ่ซ่านออกจากกายตนเอง  สัญจรไปในอากาศ อยู่ในวิมานอันงามสถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลช้านาน (สมัยนี้คือช่วงที่โลกถูกล้างแล้วด้วยไฟบัลลัยกัลป์ คือโลกถูกเผาผลาญด้วยไฟจนหมดสิ้นเหลือแต่ชั้นอาภัสสราพรหมขึ้นไปเท่านั้น นอกนั้นถูกไฟเผาผลาญไปหมดสิ้น, ล่วงระยะกาลยืดยาวช้านาน ตรงนี้เวลาไม่ได้ยืดออกและช้าลง แต่หมายความว่ากินเวลานานมากจนไม่สามารถนับได้ ตอนนี้ยังไม่มีโลกเกิดขึ้นคือห้วงจักรวาลตรงนี้ไม่มีโลกอยู่เหลืออยู่เลย)  

            ดูกร วาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราวโดยระยะเวลายืดยาวช้านานที่โลกนี้จะกลับเจริญ เมื่อโลกนี้กำลังเจริญอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์พากันจุติจากชั้นพรหมลงมาเป็นอย่างนี้(มนุษย์) เดิมทีสัตว์เหล่านั้นได้ความสำเร็จด้วยใจ มีปิติเป็นอาหาร มีรัศมีแผ่ซ่านออกจากายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศอยู่ในวิมานอันงาม ก็แหละ สมัยนั้น จักรวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งสิ้น มืดมนและไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ยังไม่ปรากฏ ดวงดาวนักกษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฏ กลางวันและกลางคืนก็ยังไม่ปรากฏ เดือนหนึ่งกึ่งเดือนก็ยังไม่ปรากฏ ฤดูและปีก็ยังไม่ปรากฏ เพศชายและเพศหญิงก็ยังไม่ปรากฏ สัตว์ทั้งหลายถึงเพียงว่าสัตว์เท่านั้น

            (ตอนนี้ทรงตรัสว่าโลกเกิดก่อนดวงอาทิตย์ จากครั้งที่เกิดการเผาไหม้ระเบิดไปนั้น ธาตุต่างๆแตกตัวเป็นอานุภาคลอยอยู่ในบรรยากาศแล้วได้เกาะตัวเป็นกลุ่มก้อนกลายเป็นดวงดาวต่อมา กลุ่มดาวใดมีขนาดเล็กมีแรงปะทะน้อยแรงเหวี่ยงน้อยจึงควบแน่นและเย็นตัวได้เร็วก็กลายเป็นดวงดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเองจึงเรียกว่าดาวเคราะห์ ส่วนกลุ่มดาวที่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่กว่าจะรวมตัวกันได้ก็ใช้เวลายาวนานกว่า  เพราะมีแรงปะทะมากมีแรงเหวี่ยงมาก มีความร้อนมากทำให้ธาตุในดวงดาวนั้นร้อนลุกโพลงเป็นกลุ่มก๊าซร้อนเรียกว่าดวงอาทิตย์  เมื่อมีขนาดใหญ่มีแรงดึงดูดมากจึงดึงดูดโลกและดาวเคราะห์ให้เหวี่ยงตามแรงเหวี่ยงของตนระบบสุริยะจักรวาลจึงเกิดขึ้น ดังนั้นจึงทรงตรัสว่าโลกเกิดก่อนดวงอาทิตย์)

            เมื่อโลกเกิดขึ้นแล้วมืดมนไม่เห็นอะไร ล้วนแล้วไปด้วยน้ำยืดยาวช้านานก็เกิดง้วนดินลอยอยู่บนผิวน้ำขุ่นข้นเหมือนนมสดทั้งสี กลิ่นรสคล้ายเนยใสหรือเนยข้นอย่างดี มีรสอร่อยดุจรวงน้ำผึ้งเล็กอันหาโทษมิได้ ส่งกลิ่นหอมอวลไปถึงพรหมโลก เหล่าสัตว์(พรหม)ได้กลิ่นเย้ายวนก็พากันมาดูด้วยแสงสว่างอันส่องสว่างออกจากกายพรหม โลกที่มืดมิดก็สว่างไสวไปทั่ว ต่างมองดูง้วนดินอย่างสงสัย ที่อยากรู้ก็ใช้นิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองชิมดู ความซาบซ่านเกิดขึ้นแล้วติดใจ จึงเกิดความอยากขึ้น ความอยากทำให้เขาพยายามปั้นง้วนดินให้เป็นคำๆด้วยมือแล้วบริโภค ในคราวที่เหล่าสัตว์พากันบริโภคง้วนดินนั้นรัศมีกายก็ค่อยหายไป กายที่สัมผัสธาตุหยาบเป็นอาหารก็หนักขึ้นไม่สามารถเหาะกลับวิมานได้ ปิติก็ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ ต้องอาศัยง้วนดินเป็นอาหารและอาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ที่เกิดมาภายหลังเป็นเครื่องนำทาง  ฤดูกาลจึงเกิดขึ้น

            ทรงกล่าวว่าจากง้วนดินที่เกิดขึ้นก่อนก็จะค่อยควบแน่นใหญ่ขึ้นเป็นกะบิดิน นานเข้าก็กลายเป็นเครือดินและแผ่นดินในลักษณะต่างๆ จากดินกลายเป็นหิน เป็นภูเขาสืบมา และทรงตรัสว่า อนึ่งธาตุเหล่านี้อันเกิดมาแต่ไฟ (ประจุ)ย่อมมีไฟแฝงอยู่ เรียกว่าความร้อนแฝง ก็หากเอาของแข็งมาเสียดสีกันไฟนั้นย่อมปรากฏขึ้นและเผาไหม้ของแข็งนั้นให้สลายกลายเป็นอนุภาคดังเดิม จึงเกิดวัฏจักรของสังขารธาตุ(ธาตุปรุงแต่ง) หมุนเวียนต่อเนื่องเป็นวัฏจักร ดังนี้ ดิน น้ำ ลม ไฟ หมุนวนเป็นวงกลมหรือวัฏจักรอยู่อย่านี้  

            โลกธาตุจึงแปรปรวนอยู่ไม่รู้สิ้น

            อนึ่งสาเหตุสำคัญของความเสื่อมของมนุษย์เนื่องมาจากการกินนั่นเทียว  และที่สุดของความพินาศของมนุษย์ก็เนื่องมาจากการกินเช่นกัน