เลาะเลียบข้างๆ ธรรมมาสพระศาสดา

            ครั้งที่แล้วเราพูดกันถึงเรื่องการเข้าถึงความเป็นพระโสดาบันและอารมณ์ใจของท่านว่าไม่มีอะไรมากเพียงละสังโยชน์ได้สามข้อคือ ๑.ละสักกายทิฐิ คือมองเห็นความไม่แน่นอนของชีวิตเกิดมาแล้วต้องตายทุกคนไม่สามารถยึดถือเป็นตัวเป็นตน กายนี้เป็นแต่เพียงขันธ์ ๕ ที่ก่อรูปขึ้นมาเป็นกาย มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเข้ามารับรู้ปรุงแต่ง แต่ไม่สามารถยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเราได้สุดท้ายต้องสลายตายจากกันไป เหลือไว้แต่จิตซึ่งจะต้องวนเวียนหาที่อยู่ใหม่เรียกว่าภพ แล้วเกิดใหม่เรียกว่าชาติ วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้สิ้นตามการกระทำที่ได้ทำแล้วเรียกว่ากรรม เป็นอยู่อย่างนี้ไม่รู้สิ้นจึงมองหาทางหลุดพ้นนั่นคือนิพพาน นี่เรียกว่ามีสัมมาทิฐินั่นเอง ๒.ละวิจิกิจฉา  คือละความลังเลสงสัยที่จะเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง สอนคนให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ได้จริง  พระธรรมคำสอนสามารถนำมาปฏิบัติตามได้ผลตามนั้นจริง และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีเป็นผู้รับคำสอนมาสามารถเข้าถึงได้จริง  จึงละอีกข้อคือข้อ ๓.ละสีลัพพตปรมาส คือละความเชื่อผิดต่างๆ หันมารับปฏิบัติตามคำสอนคือ ศีลตามสาภาวะ คือศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๐ ตามภาวะ คือฆราวาสอย่างเราก็รักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ ในวันพระเรียกว่าศีลอุโบสถนั่นเอง ไม่มีอะไรมาก และที่สำคัญมีความปรารถนาถึงซึ่งพระนิพพานในที่สุด

            วันนี้จะขออาราธนาคำสอนของพระคุณเจ้าพระราชพรหมยานมาเสนอให้ท่านได้อ่านต่ออีกครั้งเพื่อเสริมความเข้าใจและสร้างกำลังใจในการปฏิบัติได้มากยิ่งขึ้นดังต่อไปนี้ ท่านกล่าวว่า ความจริงพระนิพพานนี่ไปไม่ยาก ที่ไม่อยากไปเพราะอะไรเพราะกิเลสมันยังหนักอยู่ไปไม่ไหวตะกายไม่ขึ้น ก็รวมความว่า คำว่านิพพานต้องค่อยๆไปอย่าหักโหม เห็นคนหักโหมบ่อยๆ หลายคน ดูชาตินี้ไม่ต้องชาติก่อน ระยะใกล้ๆ ไม่กี่ปีนี่ ประเภทหักโหมตูมตาม โครมครามนี่ นี่ไม่ใช่ไปนิพพาน รวมความว่าอย่าหักโหม หักโหมใหม่ๆ ก็คิดว่าเราจะทำได้ ตัวนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่อาการหักโหมมันเหนื่อยมาก เป็นการทรมานตนทรมานกายทรมานจิตใจ ตอนนี้พระพุทธเจ้าบอกว่าผลแห่งการปฏิบัตินี้เหนื่อยเปล่า ต้องทำจิตเป็นสุข ทำแบบสบายๆ อย่าหักโหม กิเลสค่อยๆตัด อย่าตัดแรง รวมความว่าค่อยๆทำ

            ซึ่งท่านได้ให้คำแนะนำต่อว่า อันดับแรกตั้งต้นยอมรับความเป็นจริง คือความเป็นจริงนี่ต้องยอมรับอย่าปฏิเสธ ถ้าปฏิเสธก็รู้สึกว่าสติจะเฟื่องเกินไป ข้อที่ ๑ ชีวิตของคนและสัตว์ต้องตาย เราต้องยอมรับว่าความตายจะต้องมีกับเราแน่ จะตายเช้า ตายสาย ตายบ่าย ตายเที่ยงไม่เป็นไร นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ข้อที่ ๒ ถ้าตายแล้วมันก็ไม่หยุด ถ้าจิตดีก็ไปสวรรค์ หรือพรหมโลก หรือนิพพาน ถ้าจิตเลวก็ไปอบายภูมิ เราก็ไม่ยอมไป เราก็มาเจริญกรรมฐาน  

            การปฏิบัติพระกรรมฐานหรือสมถภาวนานั้นเราจะต้องเป็นสัมมาสมาธิ คำว่าสัมมาสมาธิ ก็คือ การรวบรวมกำลังใจให้อยู่ในจิตที่เป็นกุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนมิจฉาสมาธิก็เป็นอารมณ์ตรงข้ามคือคิดในสิ่งชั่วเป็นการประทุษร้ายตนเองหรือบุคคลอื่นให้ได้รับความลำบาก อันนี้เป็นสิ่งที่ควรคำนึงเป็นเบื้องต้น ก่อนที่เราจะเจริญภาวนาหลังจากนั้นเราก็ทำจิตให้ว่าจากกิเลส

            ถ้าวันหนึ่งจิตเราว่างจากกิเลสสักนาทีหนึ่ง มันว่างจริงๆ โดยไม่คิดถึงความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นต้น จิตเริ่มสบายๆ อารมณ์ทรงตัว

            จิตว่างจากกิเลสทำยังไง ก็อย่างที่กล่าวมาแล้วคือรู้ลมหายใจเข้าออก รู้เฉพาะลมหายใจเข้าออกก็ได้ ภาวนาด้วยก็ได้ ขณะใดที่จิตรู้ลมหายใจเข้าออก รู้คำภาวนา เวลานั้นจิตว่างจากกิเลส  ถ้าเราทำจิตว่างจากกิเลสวันละ ๒ - ๓ นาที ทุกวัน จะเป็นเวลาไหนก็ตามเวลาก่อนหลับก็ได้  ตื่นใหม่ๆ ก็ได้ตามแต่จะสบาย และก่อนหลับสมมุติก่อนหลับศีรษะถึงหมอนนึกถึงพระพุทธเจ้าแล้วตั้งใจว่าถ้าร่างกายนี้ตายเมื่อไรขอไปนิพพานเมื่อนั้น  หลังจากนั้นก็ภาวนาว่า พุทโธ สัก ๒ - ๓ ครั้งด้วยความตั้งใจจริงแล้วหลับไป ตื่นขึ้นมาก็ทำตามนั้น คิดว่าวันนี้ถ้าตายขอไปนิพพาน กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกควบด้วย  อย่างนี้อารมณ์มันชิน

            วันหนึ่งเราอาจมีสมาธิอย่างนี้รวมแล้วไม่เกิน ๕ นาทีหรือ ๑๐ นาที แต่วันหนึ่งมีมัน  ๒๔ ชั่วโมง ห่างกันเยอะไหม ห่างกันมากนะ แต่อย่าลืมว่าขณะที่จะตายจริงๆ อารมณ์ของธรรมะทั้งหมดที่ได้ทำแล้วจะรวมตัวกัน ทั้งๆที่ยามปกติเราทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางวันก็ลืมไปบ้าง บางวันก็ดี บางวันก็ไม่ดี บางครั้งก็เผลอไปไม่ได้ทำ อย่างนี้เวลาจะตายจริงๆ ธรรมะทั้งหมดนี่จะรวมตัวกัน บุญก็ดี อำนาจของทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ตาม จะรวมตัวกัน

            ถ้าคนที่มีอารมณ์ต่ำหน่อย พอเริ่มป่วยปั๊บ พอเริ่มป่วยหนักจิตมันจะนึกอย่างเดียวถึงบุญกุศลที่ทำแล้ว เคยทำบุญอะไรไว้บ้าง เราเคยให้ทาน เคยรักษาศีล เราเคยฟังเทศน์ เคยเจริญภาวนา จิตมันจะหมุนอยู่ในระบบนั้นไม่ใฝ่ต่ำ ถ้าอย่างนี้ไปสวรรค์หรือพรหมโลก  

            ถ้าจิตวางเฉยในทรัพย์สินทั้งหมดทั้งบุคคลและทรัพย์สิน จะเป็นภรรยาสามี บิดา มารดา ลูกเต้าอะไรก็ตามเถอะ เราหมดห่วงทั้งหมดถือว่าเวลานี้ชีวิตมันจะตายจิตใจเป็นสุขไม่วุ่นวายเสียดายไม่ห่วงแม้แต่ตัวเอง ถ้าอย่างนี้เรียกว่าสังขารุเปกขาญาณ ตายแล้วก็ไปนิพพาน นี่ความจริงก็มีหลายๆ คนที่ถามมา อาการป่วยหนักตายแล้วกลับฟื้นขึ้นมา เขาบอกอย่างนี้ทุกคน

            ทีนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทยังไม่ใช่พระอรหันต์ จิตใจก็ยังมีการดิ้นไปบ้างไปหาความดีบ้าง ไปหาความชั่วบ้างเป็นเพราะความชินที่เคยคบหากันมา ทุกชาติทุกภพก็มีดีบ้างเลวบ้างเป็นปกติ ฉะนั้น ชาตินี้ก็ถือว่าจะคบกับมันเป็นชาติสุดท้ายจะขอเอาชนะมันก็มาเริ่มทำสมาธิหาทางเอาชนะสิ่งรบกวนใจที่เรียกว่านิวรณ์ ๕ ก็เริ่มจากเอาชนะเบาๆ น้อยๆ ไม่ใช่มาก ชนะเฉพาะเวลาทำสมาธิ ทำสมาธิเวลา ๒๐ นาที ครึ่งชั่วโมงเราชนะนิวรณ์ได้จริงๆ ๕ นาทีเป็นที่น่าพอใจ ก็ขณะใดจิตว่างจากนิวรณ์ขณะนั้นจิตเป็นฌานมีกำลังสูงมา

            แล้วเวลาที่ตายใจมันไปร่างกายมันอยู่ ใจที่อยากไปนิพพานนี่จะยังมีอารมณ์อยู่ถ้าฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าเพียงแค่จบเดียวก็เป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่ใช่พระโสดาบันเพราะเรานึกทุกวัน นึกถึงบุญทุกอย่างที่เราทำแล้ว นี่ถือว่าเป็นที่พักชั้นแรกของเรา ถ้าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย นึกถึงพระที่ห้อยคอด้วยนึกว่าชีวิตนี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์ ขึ้นชื่อว่าความทุกข์มาจากการมีร่างกายถ้าเราไม่มีร่างกายอย่างนี้เราก็ไม่มีทุกข์ ขึ้นชื่อว่าร่างกายนี้จะไม่ขอมีอีกต่อไป เมื่อตายจากนี้จะขอไปนิพพาน ถ้าคิดอย่างนี้ทุกวันมันมีการสะสมตัว ถ้าตายวันไหน วันนั้นจะเป็นพระอรหันต์และไปนิพพานทันที

            นั่นเป็นคำสอนเพื่อการออกจากทุกข์ในวัฏสงสารของพระคุณเจ้าพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีแห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นคำสอนที่ดูง่ายจนไม่น่าจะเป็นได้ จนมีหลายๆ คนปรามาสว่าแล้วคนอย่างเราๆ นี่จะทำได้หรือ เป็นไปไม่ได้หรอกอะไรจะง่ายอย่างนั้น ก็อยากขอให้ท่านย้อนกลับไปดูคำสอนในเรื่องสังโยชน์ ๑๐ อันเป็นข้อบงชี้ถึงคุณสมบัติของพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหัน ซึ่งผู้เขียนได้นำมาเขียนแล้วหลายที่ตอน และในฉบับก่อนหน้านี้ยังได้พูดถึงการเข้าถึงความเป็นพระโสดาบันซึ่งละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อ ข้อ ๑ ในนั้นคือ วิจิกิจฉา ข้อนี้เองคือเครื่องวัดว่าบุคคลใดถ้ายังมีความสงสัยอยู่ต่อให้ปฏิบัติไปเข้มแข็ง  จริงจังขนาดไหนหากยังไม่ละข้อสงสัยในการปฏิบัติไปได้ก็ไม่มีวันได้เข้าใกล้และเข้าถึงความเป็นจริงไปได้ แต่ไม่ได้สอนให้เชื่ออย่างงมงายไม่รู้จักพิจารณา เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง          อิทัปปัจจยะ คือการมีสิ่งนี้ย่อมมีสิ่งนี้ที่เรียกว่าเหตุและปัจจัยจึงมีผลเป็นอย่างนี้

            หากเราย้อนกลับมาดูคำสอนของท่านแล้ว ท่านสอนได้ไม่ไกลจากคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย ไม่มีคำสอนใดที่จะทรงสอนว่าบุคคลธรรมดาหรือชาวบ้านอย่างเราๆให้ปฏิบัติไปแค่เป็นอุปนิสัยปัจจัยเพื่อภพหน้าชาติหน้าจึงบวชมาเป็นพระแล้วจึงบรรลุพระอรหันต์ได้ มีแต่ทรงสอนว่าให้พากเพียรละกิเลสโลภ โกรธ หลง ให้เกิดปัญญาก็คือญาณที่เราเห็นในบทสวดต่างๆ นั่นเอง

            การสอนที่เน้นไปที่การเห็นโทษของร่างกายก็เพื่อให้เกิดการละสักกายทิฐิคือสังโยชน์ข้อที่ ๑ การสอนให้ละจากการคิดชั่วมุ่งเน้นนึกถึงแต่บุญกุศลที่ทำนั่นคือศรัทธาในพระพุทธเจ้าและคำสอน นี่ก็ละวิจิกิจฉา  และที่ตามมาก็คือเมื่อจิตละอกุศลคือความชั่ว ศีล ๕ ข้อก็ไม่ละเมิดแล้วก็ครบ ๓ สังโยชน์อันละได้แล้วของพระโสดาบัน ส่วนเรื่องการนึกถึงความตายเป็นปกติตัวนี้คือมรณานุสติกรรมฐานนั่นเอง อาจมีหลายท่านคิดว่าอะไรคิดถึงแต่เรื่องจะตายชีวิตไม่ซบเซาแย่หรือ ไม่ต้องกลัวไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอนยิ่งจะเพิ่มความระมัดระวังให้กับชีวิตอีกด้วยซ้ำไป กลับจะเพิ่มความมั่นใจ ความเข้าใจชีวิตได้มากขึ้นด้วยซ้ำ  

            คำสอนและการปฏิบัติในพุทธศาสนาเป็นคำสอนเรื่องการดำรงชีวิตและการปฏิบัติเพื่อความอยู่ที่ไม่ทุกข์ ทุกคนสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องหาเวลาว่างๆค่อยไปปฏิบัติ ๓ วัน ๕ วัน แล้วก็กลับมาใช้ชีวิตสับสนวุ่นวายดังเดิมแบบนี้ ๑๐ ชาติก็ไม่เฉียดแม้ความดี เหมือนหลวงพ่อท่านสอนง่ายๆ อยู่ได้กับชีวิตประจำวัน แต่ขอแค่ว่างตอนไหนนึกได้ก็ทำ หรือตื่นเช้าและก่อนนอนไปก่อน ทำบ่อยๆ เข้าเดียวก็ทรงตัวไปเอง คือว่างไม่ได้จิตทำไปเองในที่นั่งนั้นๆ นั่นเอง จึงเรียกว่า ธรรมะเป็นอกาลิโกคือไม่จำกัดด้วยกาลนั่นเอง