เลาะเลียบข้างๆ ธรรมมาสพระศาสดา

เมื่อครั้งที่แล้วเราพูดถึงการกระทำที่มีใจเป็นที่ตั้งหรือมีใจเป็นประธาน คือความตั้งใจที่จะกระทำสิ่งใดๆ จึงจะเรียกว่ากรรมหรือการกระทำโดยเจตนา  จึงเรียกว่า เจตนาเป็นตัวกรรม อย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสว่า  เจตนาหัง  ภิกขเว ปุญญังวทามิ   ดูกร ภิกษุทั้งหลายเจตนาคือการตั้งใจเป็นสำคัญ  และได้อาราธนาคำสอนของพระคุณเจ้าพระราชพรหมยานหรือหลวงพ่อฤๅษีแห่งวัดท่าซุงมาเป็นองค์แห่งปาถะ ซึ่งท่านได้สอนว่าการรักษาศีลเป็นองค์สำคัญของการเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน คือเพียงมีสมาธิเล็กน้อย มีความเข้าใจว่าเป็นธรรมดาคนเราเกิดมาแล้วต้องตาย แค่ทำใจยอมรับความเป็นจริงนี้แล้วตั้งใจรับเอาคำสอนมาปฏิบัติตามและดำเนินชีวิตด้วยศีลเป็นปกตินี่เรียกว่าได้เข้าถึงการละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อแรก  คือละสักกายทิฏฐิด้วยการมองเห็นความเป็นจริงของร่างกายได้แค่ว่าในที่สุดก็ต้องตาย วิจิกิจฉาคือการรับเอาคำสอนมาปฏิบัติด้วยความเชื่อมั่นว่าจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริง ชีวิตคนเรามีเกิดมีแก่เจ็บตายและเวียนว่ายตายเกิดจริงจึงรับเอาคำสอนมาปฏิบัติด้วยการรักษาศีล ๕ เท่าชีวิต คือการละสีลพัตตปรมาส คือการรักษาศีลแบบลูบๆคลำๆ มาเป็นรักษาแบบปฏิบัติจริง

เพียงแค่นี้จริงๆ สำหรับการเข้าถึงความเป็นพระโสดาบันที่พระคุณเจ้าหลวงพ่อฤๅษีท่านสอน ซึ่งไม่ยากและหากปฏิบัติตามนี้จริงและมีอารมณ์สบายๆไม่เครียดไม่ต้องคอยระวังว่าจะผิดอะไร นี่เรียกว่าไม่มีความสงสัยทั้งคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและการปฏิบัติของตัวเอง 

วันนี้จะขออนุญาตเติมเต็มความเข้าใจของคำว่าวิจิกิจฉา คือความไม่สงสัยในความเป็นพระพุทธ พระธรรม  พระสงฆ์ว่ามีอยู่จริง ช่วยเราพ้นทุกข์ได้จริง  ความสำคัญอยู่ที่ว่าการไม่สงสัยนั้นคือการมีความเข้าตามเป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่อ่านแล้วจำเอาอันนี้ยังไม่ใช่ปัญญาของพระโสดาบันค่ะ เป็นแค่จำได้หมายรู้หรือสัญญาในขันธ์ ๕ คือความจำได้หมายรู้  มาถึงตรงนี้อาจมีบางท่านไม่รู้จักคำว่าขันธ์ ๕  ก็จะขอเพิ่มความเข้าใจตรงนี้เพื่อความกระจ่างเหมือนกันทุกท่านว่าขันธ์ ๕  ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงคือ  ร่างกายของเรานี่เอง 

ร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุ ๔  ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันก่อเป็นแท่งเป็นก้อนทึบขึ้นมาเราเรียกว่าร่างกาย  แต่ในความหมายของขันธ์ ๕ คือส่วนที่เรียกว่า รูป เมื่อมีรูปเกิดขึ้นมาไม่ประกอบด้วยองค์อื่นๆ ก็เป็นเพียงรูปที่เหมือนร่างกายคน  ไม่มีความหมายอะไรแต่เมื่อนำใจหรือจิตเข้าไปเกาะไปยึดว่านี่เรา  นี่ร่างกายของเราจึงกลายเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งสมมุติชื่อว่า คนหรือมนุษย์ ถ้าใช้คำว่าคนก็แปลว่าสับสน วุ่นวาย และปนเปกันไม่หมดไม่รู้หนไม่รู้แหล่ง แต่ถ้าใช้คำว่ามนุษย์  เราหมายเอารากศัพท์ว่า  มะนะ แปลว่าใจ  สนธิกับคำว่าอีสะเป็นมนุษย์แปลว่าผู้มีใจครอง  ดังนั้นเมื่อมีใจครองก็ก่อความยึดมั่นว่านี่เรา  ความเป็นเราเกิดขึ้นเวทนาขันธ์ที่ ๒ ก็ตามมา เวทนาก็คือความรู้สึกต่างๆ  ทั้งเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ดีใจ เสียใจ มีสุข มีทุกข์ก็ตามมา  การจะรู้ว่านี่สุข นี่ทุกข์ นี่ร้อน อ่อนแข็งก็ต้องมีความจำไว้ บันทึกไว้ในส่วนที่เรียกว่า ความทรงจำ ตรงนี้เรียกว่าสัญญาคือความทรงจำ  ตัวความทรงจำที่บอกถึงความแปรเปลี่ยนไปต่างๆ เรียกว่าสังขาร การจะรู้จักว่าความแปรเปลี่ยนไปเกิดขึ้นตรงไหนก็ต้องมีวิญญาณเข้าไปรับรู้ความแปรเปลี่ยนนั้น คือถ้าความรู้นั้นกระทบที่ตาก็เรียกว่า จักษุวิญญาณ เกิดการได้ยินมีการกระทบที่หูก็เรียกว่าโสตวิญญาณ  การรู้รสเปรี้ยว เค็ม ขมหวาน ก็เกิดจากการกระทบที่ลิ้นเรียกว่าชิวหวิญญาณ มีอาการเย็น ร้อน อ่อนแข็ง นี่กระทบที่กายก็เรียกว่ากายวิญญาณ หรือขุ่นเคืองเสียใจ ดีใจ นี่กระทบที่ใจท่านเรียกว่ามโนวิญญาณ  ดังนั้นวิญญาณในขันธ์ ๕ จึงไม่ใช่ผีอย่างที่เราเห็นในทีวีที่ออกมาหลอกหลอนกันไปทั่ว อันนี้ไม่ใช่

สรุปว่าขันธ์ ๕ ก็คือร่างกายของเรานี่เองประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ต่างไปจากต้นไม้ ใบหญ้า ภูเขา ลำธารแต่ประการใด  แต่อาศัยเพราะมีใจครองเข้าไปยึดมั่นถือมั่นเกิดอุปทานว่าเรา ว่าเขา เกิดคำว่าของเรา ของเขาขึ้นมา  เพราะมีใจครองจึงเกิดการปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ขึ้นมา  เมื่อสุขก็อยากจะยึดเอาไว้ครอบครอง  เมื่อทุกข์ก็ไม่อยากได้ อยากหนีให้พ้น พ้นไม่ได้ก็อยากผลักใสให้ออกไปไกล  ตรงนี้เรียกว่าตัณหา  นี่เองกิเลสจึงได้ช่องจะต้องไขว่คว้าหาสิ่งที่อยากได้มายึดครอง  สิ่งไม่ต้องการก็จะผลักออก ปนเปกันอยู่อย่างนี้ไม่มีสิ้นสุด ก่อชาติ ก่อภพออกไปไม่รู้สิ้น เป็นที่มาของวัฏฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้สิ้น เพราะอุปทานขันธ์ ๕  อุปทานคือความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นเรา เป็นของเรานี่เองที่เป็นตัวส่งต่อและสืบเนื่องไป  สร้างบาปเป็นอกุศลก็ต้องชดใช้อกุศลไป เรียกว่าอกุศลวิบาก วิบากก็คือผลของการกระทำ  ทำสิ่งเป็นอกุศลก็ต้องรับผลเป็นอกุศลวิบาก  ทำความดีมีศีลมีธรรมก็เป็นกุศลผลตามมาก็เป็นกุศลวิบาก ทำสิ่งใดไว้ก็ต้องชดใช้สิ่งนั้น  วนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่รู้สิ้น  เปลี่ยนชาติเปลี่ยนภพกันไปไม่รู้จบ 

ชาติ คือการเกิดคงพอเข้าใจอยู่  ภพคำเดียวอาจยังไม่แจ่มแจ้ง ลองดูแยกศัพท์ออกมาแล้วกัน ภพ ก็คือ ภะวะ หรือภาวะอีกทีน่าจะง่ายก็สภาพนั่นเอง  สภาพอะไร  สภาพของความเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของนั่น นี่  เมื่อมีสภาพเป็นอะไรก็ติดอยู่ในสิ่งนั้น เมื่อเป็นคนก็ยึดติดอยู่กับความเป็นคน  ก็อยากเป็นคนต่อไป อยากแม้การสืบชาติสืบภพ คือเมื่อตายไปแล้วก็อยากกลับมาเกิดเป็นคนต่อไป แถมอยากเกิดมาเป็นคนรักเป็นครอบครัว พ่อแม่ลูกกันต่อไปเหมือน ไอ้คนไหนที่แค้นกันนักชาตินี้ไม่มีปัญญาทำอะไรเขาได้ก็ผูกเอาไว้ขอชาติหน้าได้ทำตอบบ้าง  นี่เรียกว่าสืบชาติสืบภพ

พระโสดาบันท่านเข้าใจแจ่มแจ้งในสิ่งเหล่านี้  ก็จะขอกลับมาที่การเข้าถึงของพระโสดาบันต่อ พระโสดาบันท่านมีความเข้าใจกระจ่าง  ท่านเข้าใจกระจ่างว่าแม้ขันธ์ ๕ นี้ก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นแต่เพียงบ้านที่เราเข้ามาอาศัยอยู่แค่เพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น  ถึงเวลาก็ต้องคืนสู่ธรรมชาติไปดินคืนสู่ดิน  น้ำคืนสู่น้ำลมสลายไปสู่ลม และไฟความอบอุ่นทั้งหลายก็สลายไปเป็นความอุ่นความร้อนในอากาศ  เหลือเพียงอุปทานความยึดมั่นในขันธ์ ๕ ที่จะต้องเสาะหาที่อยู่ใหม่ตามภาะของใจที่ยึดไว้ คือผลของบุญ และบาปที่จะต้องชดใช้ สังขารคือความแปรเปลี่ยนของใจติดอยู่กับอะไรก็จะเป็นไปตามนั้น

ใจเบามีกุศลก็ไปสู่ภพภูมิอันดีมีโลกมนุษย์ สวรรค์ และพรหมเป็นต้น  ใจหนักเป็นอกุศลก็ไปสู่ภพภูมิที่ชั่วมีทุกข์คือนรก เปรต อสุรกายและสัตว์เดรัจฉานเป็นต้น ไม่ใช่อย่างใจปรารถนาว่าจะเป็นคนอยู่อย่างเดียว อย่าเข้าใจผิดว่าจะเลือกได้ดังใจปรารถนา  แม้ใจไม่ปรารถนาแต่ว่าสภาวะของใจขณะแยกจากร่างต่างหากคือเครื่องกำหนด ใจที่อาฆาตแค้น โกรธเคือง ขุ่นหมองนั่นคือใจของสัตว์นรกมีหนทางเดียวคือนรกเป็นที่ไป  ใจอยากได้ อยากครอบครองเป็นใจที่ไม่อิ่มไม่เต็ม เป็นห่วงหน่วงใยคิดยึดเหนี่ยวไว้ด้วยความตระหนี่เหนียวแน่นเป็นใจของเปรตวิสัย บุคคลนี้จึงไปสู่ความเป็นเปรต แต่หากใจมีกิเลสครอบงำลุ่มหลงมัวเมาอยู่ตัณหาราคะจึงพาให้ไปสู่ความเป็นเดรัจฉาน อยู่สัญชาตญาณโดยแท้  ไม่มีแม้ความคิดจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอยากจะแสดงความรักความใคร่ก็ไม่ขัดเขินด้วยไม่มีสามัญสำนึกใดๆหลงเหลือติดตัวอยู่เลย

ด้วยความเข้าใจแจ่มแจ้งอย่างนี้  ท่านจึงเจาะจงลงไปที่สักกายทิฏฐิว่ารูปกายอย่างนี้มีแต่จะสร้างทุกข์มาให้  ตราบใดที่ยังมีการเกิดความแก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่อที่หนีไม่พ้นตราบนั้น  หนทางที่จะพ้นทุกข์ได้มีแต่การนิพพานทางเดียว  ท่านจึงปรารถนาว่าเมื่อตายแล้วคำว่าเกิดใหม่มีเป็นสิ่งปรารถนาต้องการอีกต่อไปหากไม่เหลือวิสัยจะขอไปนิพพานอย่างเดียว แล้วตั้งใจปฏิบัติตามคำสอนสามารถละสังโยชน์ได้ ๓ คือสักกายทิฏฐิคือมองเห็นธรรมดาของร่างกายว่าไม่สามารถกำหนดนับหมายเอาได้เพราะมีความแปรเปลี่ยนไปไม่แน่นอนไม่สามารถยึดครองได้ไม่ช้าก็จากเราไปจึงเลิกยึดถือไป ข้อที่ ๒ วิจิกิจฉา  มองเห็นคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกได้จริง และข้อ ๓ สีลัพพัตปรมาส คือเลิกลูบคลำศีล คือมีศีลบ้าง ไม่มีศีลบ้าง มายอมรับปฏิบัติเป็นนิจศีลคือมีศีลครองชีวิต

นี่ไม่ใช่เรื่องยากที่จะปฏิบัติกัน  ทุกคนสามารถนำมาปฏิบัติได้โดยไม่ทำให้เสียการงาน ไม่เสียสังคมเพราะศีลที่ปฏิบัติคือศีล ๕ ข้อนี่เอง ไม่จำเป็นต้องไปอดนั่น ถือนี่ ไม่ต้องรอเวลาเมื่อนั่นเมื่อนี่ค่อยทำ เพราะแค่ทำลงที่ใจไม่ต้องใช้อะไรมากเลย แค่รู้กายใจก็เป็นการปฏิบัติแล้ว