เลาะเลียบข้างๆธรรมมาสพระศาสดา

 

มรณานุสติ

ดูก่อนอานนท์  ในปัจฉิมยามแห่งราตรีนี้ 

เราตถาคตจะปรินิพพานระหว่างไม้สาละคู่ 

ณ สาลวโนทยานแห่งมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา

ในมหาปรินิพพานสูตร กล่าวเอาไว้ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า “นับจากนี้อีก ๓ เดือน  เราตถาคตจะปรินิพพานแล้ว”จากนั้นทรงให้ประชุมสงฆ์ทั้งหมดที่อยู่รอบกรุงเวสาลี ทรงแสดงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ คือธรรมอันเป็นเครื่องให้ตรัสรู้ ๓๗ อย่าง แล้วตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายไม่ให้ประมาท ทรงกล่าวว่า “วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเหลือน้อย เราจะละพวกเธอไป เราได้ทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไม่ประมาท มีสติ มีศีลบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความตั้งมั่นด้วยดี ตามรักษาจิตของตนเถิด  ผู้ใดไม่ประมาทในพระธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นละชาติสงสารได้แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวงได้”

โพธิปักขิยธรรม ๓๗ มี สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘ รวมเป็น ๓๗ ประการ ทรงตรัสว่า “คนทุกคนไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ เป็นพาล เป็นบัณฑิต จะยากดีมีจนแค่ไหน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า ภาชนะดินทุกชนิดที่ช่างหม้อปั้นแล้ว ทั้งเล็กใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ล้วนมีความแตกดับทำลายสลายเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเหลือน้อย เราจะละพวกเธอไป เราได้ทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไม่ประมาท มีสติ มีศีลบริสุทธิ์ เป็นผู้ตั้งมั่นด้วยดี ตามรักษาจิตของตนเถิด ผู้ใดไม่ประมาทอยู่ในพระธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นละชาติสงสารได้แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ทั้งปวงได้”

ที่ทรงกล่าวว่าเราได้ทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว คือนิพพาน อันพระองค์ได้ทำความรู้แจ้งแล้ว ในธรรมอันพาออกจากทุกข์ในสังสารวัฏได้ ทรงพิจารณาเห็นธรรมในธรรม มีสติ มีศีลบริสุทธิ์ เป็นผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยดี จึงทรงกล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่าจงเป็นผู้ไม่ประมาทตามรักษาจิตของตนให้มีศีลบริสุทธิ์ มีสติตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัย จึงจะสามารถกระทำที่สุดแห่งทุกข์คือนิพพานได้ จากนั้นจึงนำคณะสงฆ์ทั้งหลายเดินทางสู่เมืองกุสินารา เพื่อเสด็จสู่พระนิพพานในสาลวโนทยานแห่งมัลลกษัตริย์

การทรงกล่าวถึงนิพพานที่จะมีมาถึงในอีก ๓ เดือนข้างหน้าขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น  แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงระลึกถึงความตายอยู่เป็นปกติ  สามารถกำหนดรู้เวลานิพพานคือรู้ถึงการตายว่าจะมีมาถึง ตรงนี้คือการตามนึกถึงความตายว่าจะมีมาถึงแน่นอนเรียกว่ามรณานุสติ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุสติ ๑๐ ว่าด้วยการตามนึกถึงความตายอยู่เนือง คือนึกถึงอยู่เป็นปกติว่า ความตายของคนหรือสัตว์ไม่มีเครื่องนิมิตหมาย จะมาถึงเราแน่ไม่ช้าก็เร็ว เมื่อรู้และยอมรับในสัจธรรมของชีวิต กล้าเผชิญกับความตายที่คืบคลานใกล้เข้ามาจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้แน่ จะตายในลักษณะไหน ตายกลางวันหรือกลางคืน ตายนอกบ้านหรือในบ้านก็ไม่รู้ ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหนก็ไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่า ชีวิตนี้น้อยนัก ความตายเป็นของแน่จะต้องมาถึงเราแน่นอน เพื่อจะได้หมั่นขวนขวายเร่งทำความดียังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านต่อไป 

ในปฐมมรณัสสติสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอเจริญมรณานุสติอย่างไร  ภิกษุรูปหนึ่งกราบทูลว่า พึงมนสิการว่าชีวิตของเราอาจจะอยู่ได้เพียงวันหนึ่งกับคืนหนึ่งเท่านั้น  รูปหนึ่งกราบทูลว่า ชีวิตของเราอาจจะอยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาที่ฉันข้าวบิณฑบาตมื้อหนึ่งเท่านั้น อีกรูปหนึ่งกราบทูลว่า ชีวิตของเราอาจจะอยู่ได้เพียงชั่วขณะที่เคี้ยวข้าวคำนึ่งเท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ายังตรัสว่า แม้อย่างนั้นก็ยังชื่อว่าเป็นผู้ประมาทอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วขณะหายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือหายใจอออกแล้วหายใจเข้า ถ้าเธอปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมเป็นผู้เจริญมรณานุสติ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งปวง    

ทำไมถึงทรงสอนให้ระลึกถึงความตายให้เป็นปกติ และทำไมคนเราจะต้องนึกถึงความตายของตนเองด้วย

ถ้าเรามานึกถึงว่าทุกวันเราได้เห็นหรือได้ยินข่าวการตายของผู้คนที่มีทั้งคนใกล้ชิด คนสนิทกัน บางคนก็ห่างไกลออกไปจนถึงบางคนก็ไม่รู้จักกันเอาเลย  แม้อย่างนี้เราก็ยังไม่กล้าจะนึกว่าความตายจะมีมาถึงเราหรือคนใกล้ชิดเราบ้างวันใดวันหนึ่ง แล้วก็พยายามลืมว่าตัวเองจะตายบ้างในที่สุด เป็นการไม่ยอมรับในความเป็นจริงของชีวิต เราอาจหลอกตัวเองได้แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นอยู่ดี  ที่สุดเมื่อความตายเข้ามาถึงความไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้เพื่อวันนี้เลย  ก็จะเกิดความกลัวในมรณะอันกำลังคืบคลานเข้ามา ไหนจะไม่รู้ว่าเมื่อตายแล้วจะไปอย่างไร อยู่ที่ไหนและตายแล้วจะสูญหรือตายแล้วจะยังมีอยู่ของวิญญาณ และจะต้องทำตัวทำใจอย่างไร ในนาทีสุดท้ายที่จะมาถึง ไหนจะต้องเผชิญกับทุกขเวทนาจากการป่วยไข้ไม่สบายกายไม่สบายใจอีกต่างหาก  แล้วจะหาความผ่องใสที่ไหนมาใส่ใจให้ตัวเอง คงไว้แต่ความเศร้าหมอง ความกังวลใจ ความกลัวในภัยอันใกล้เข้ามาถึง  อย่างนี้จะมีปัญญาที่ไหนมาช่วยตัวเองได้ นอกจากยถากรรม กรรมอันไม่รู้อีกเหมือนกันว่าจะพาตัวไปถึงไหน

นับเป็นหนทางที่น่ากลัวไหมเมื่อเราไม่รู้อะไรเลยในเวลานั้น และจะต่างกันแค่ไหนเมื่อเรายอมรับความเป็นจริงของร่างกายว่าไม่ช้าก็เร็วความตายย่อมมาถึง คนทุกคนเกิดมาแล้วต้องตายเหมือนกันหมด เรียกว่าเกิดมาเท่าไรตายเท่านั้น ไม่มีใครหนีพ้นความตายไปได้ การยอมรับในความจริงอันนี้ช่วยให้เราได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ว่าเมื่อความตายมาถึงเราจะต้องทำใจอย่างไร และเราจะมีอะไรติดตัวเราไปด้วย นั่นคือการมองหาว่าเราได้หมั่นหาความดีใส่ตัวแล้วหรือยัง มีความดีอะไรที่จะช่วยเราได้  นี่เรียกว่าเราไม่ประมาท จึงหมั่นหาทางศึกษาว่าจะทำอย่างไร เมื่อพบว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า ศีล สมาธิ ปัญญาจึงเป็นเครื่องช่วยคนให้พ้นทุกข์ได้ ก็หมั่นขวนขวายกระทำจนสามารถตั้งมั่นอยู่ไตรสรณคมน์ คือมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก มีทานเป็นเครื่องส่ง และมีศีลเป็นเครื่องรักษา มีการเจริญภาวนาเป็นกำลัง ที่สุดเมื่อวันนั้นมาถึงธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ก็จะสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้น หมดความกังวลและความกลัว ความสงบก็ตายมา 

เราจึงพบว่าบุคคลผู้หมั่นขวนขวายหาที่พึ่งที่ระลึกให้กับตนเอง โดยเฉพาะผู้เจริญมรณานุสตินั้นไม่มีความหวาดหวั่นเลยเมื่อความตายคืบคลานเข้ามาถึง เขาจึงเป็นผู้สงบและไปด้วยดี ผิดกับผู้ที่ไม่เคยเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อนเลยว่าจะตายเมื่อเวลาของเขามาถึงจึงเห็นความทุรนทุราย ไขว่าคว้าหาทางออก แม้ลมหายใจก็ยังไม่ช่วยจึงเห็นอาการพยายามงับลมหายใจซึ่งหาเท่าไรก็ไม่เจอลมที่จะหายใจเข้าไป จึงเป็นภาพที่น่าเวทนายิ่ง อย่างนี้จะเลือกเอาแบบไหนดี    

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงกล่าวเป็นปัจฉิมโอวาท ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เวลาของเราตถาคตเหลือน้อยเต็มทีแล้ว เราตถาคตใคร่ถือโอกาสนี้เตือนท่านทั้งหลายเป็นครั้งสุดท้าย และโปรดจำไว้ให้มั่นว่า สังขารทั้งหลาย ทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง ล้วนมีความสิ้นไปเสื่อมไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงแสวงหาความพ้นทุกข์ด้วยความพากเพียร เธอทั้งหลายจงทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ตลอดจนเธอทั้งหลายจงบำเพ็ญในไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด