เลาะเลียบข้างๆธรรมมาสพระศาสดา

 

ดูก่อนรูปนันทา เธอจงอย่าเข้าใจว่าสาระในสรีระร่างกายนี้มีอยู่ กายนี้อันกรรมสร้างขึ้นอย่างวิจิตรนั้นประกอบด้วยกระดูก ๓๐๐ ท่าน ฉาบไว้ด้วยเนื้อ ๙๐๐ ชิ้น มีเอ็น  ๙๐๐  เส้นรึดรัดไว้  ดุจเรือนไม้ที่ถูกรัดรึดไว้ด้วยเถาวัลย์  ชโลมไว้ด้วยเลือด มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ภายในเต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ไหลออกทางทวารทั้ง ๙ เต็มไปด้วยทุกข์โทษ ภัย ความน่าเบื่อหน่าย และเป็นรังของโรคนานาชนิด เป็นที่ตั้งแห่ง ชรา มรณะ ซึ่งมีแต่ความทรุดโทรมเป็นลักษณะ เมื่อใดก็ตามกายนี้ปราศจากชีวิต ไออุ่นและวิญญาณถูกทอดทิ้งไว้ในป่าช้า ดุจท่อนไม้ไร้ประโยชน์ หาค่ามิได้ เมื่อนั้นกายนี้ก็ไม่เป็นที่น่ายินดี

คำสอนนี้ทรงสอนแก่พระนางรูปนันทา พระมเหสีของพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งถือว่าตัวเองสวยงามมากจนไม่ยอมมาเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะกลัวว่าจะทรงตำหนิเรื่องความงามของพระนางจนแล้วจนรอดก็ไม่ยอมมาเข้าเฝ้า พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงออกอุบายจัดวัดให้เป็นสวนดอกไม้ให้ตระการตาแล้วหลอกพาพระนางมาจนได้ในที่สุด และด้วยคำสอนนี้  เมื่อจบลงพระนางก็บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ภายในที่นั่งเดียวทันที

คำสอนบทนี้เรียกว่ากายคตานุสติกรรมฐาน  อยู่ในชุดกรรมฐาน ๔๐ อยู่ในกลุ่มของอนุสติ ๑๐ เป็นกรรมฐานกลุ่มที่ไม่ต้องนั่งหลับตาก็สามารถกระทำได้เพียงแค่ทำใจน้อมตามพิจารณาตามความเป็นจริงที่เห็นอยู่โดยทั่วไป เรียกว่าโอปะนะยิโก คือการน้อมเข้ามาใส่ใจพิจารณาว่ากายนี้เป็นของไม่น่าชื่นชมยินดี  เต็มไปด้วยของสกปรกประกอบไปด้วยกระดูกและเลือดเนื้อที่หาความจีรังยั่งยืนไม่ได้  ในไม่ช้าก็ต้องแก่และตายในที่สุด 

พระนางพิจารณาตามจนเห็นภาพสตรีที่สวยสดงดงามที่งามยิ่งกว่าพระนางเสียอีก จากวัยสาวรุ่นแล้วสูงอายุขึ้นโดยลำดับแล้วก็แก่  แก่จนทรุดโทรมหาร่องรอยความสวยงามไม่ได้ แถมยังน่าเกลียดด้วยริ้วรอยแห่งวัยชราเนื้อหนังเหี่ยวย่นติดกระดูกแล้วล้มลงตายต่อหน้าต่อตา จากความภาคภูมิใจในความงามของตัวเองก็กลายเป็นความสลดสังเวช เกิดเป็นนิพพิทาญาณ คือญานอันทำให้เกิดความปล่อยวางเห็นความเป็นจริงอันไม่ไม่น่ารื่นรมย์ อันน่าละทิ้ง เห็นความไม่มีประโยชน์แก่นสาร ไม่ควรแก่การยึดถือสืบต่อ เห็นเป็นสภาวะที่ควรปล่อยวางทอดภาระเสียสิ้น ซึ่งหลายโอกาสจะกล่าวว่าเกิดความเบื่อหน่ายคลายวาง ญาณนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเข้าถึงความเป็นพระอนาคามี เพราะกามตัณหาดับไป สิ้นไป 

เมื่อองค์สมเด็จพระภควันทรงสอนต่อว่า รูปนันทา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นแล้วเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีเกิดมีดับ ความเข้าไปสงบระงับ ดับสังขารทั้งหลายเสียได้เป็นความสุข เมื่อจบคำสอนนี้พระนางก็เข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ในทันที พระนางได้ขอพระสวามีออกบวชเป็นพระรูปนันทาเถรี พระอริยบุคคลขั้นสูงสุดในพุทธศาสนาอีกองค์หนี่ง

อนิจจา วัตต สังขารา อุปปาทวยธัมมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชฌัชติ เตสังวูปัสสโม สุโข  บทนี้เองที่ทรงสอนแก่พระนางรูปนันทา บทนี้เป็นการพิจาณาถึงความไม่เที่ยง ไม่มีแก่นสาร ของร่างกาย เป็นอนุสติ ๑๐  ชื่อว่า มรณานุสติ คือการพิจารณาถึงความตายที่จะมาถึงตนเป็นกรรมฐานอีกกองหนึ่งที่ใช้แค่อารมณ์คิดเช่นกัน

วันนี้เราจะมาพูดถึงการเจริญมรณานุสติกรรมฐาน  หลายท่านคงคิดว่า อะไร โลกยังสวยงาม ร่างกายก็ยังแข็งแรงดี มีอย่างที่ไหนจะให้มานั่งนึกถึงความตายกันแล้ว แล้วก็หลีกไปเสีย ความจริงการนึกถึงความตายไม่ได้เป็นสิ่งห่างไกลจากชีวิตเรานัก เพราะเราไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อใด เมื่อเราไม่เคยเตรียมใจไว้ก่อนความประมาทในการดำเนินชีวิตก็ตามมา การนึกถึงความตายที่จะมาถึงจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน บางคนตายตั้งแต่ยังเด็ก บางคนตายทั้งที่ยังกำลังรุ่งเรือง ทำกิจการใดก็ดีวันดีคืนก็เพลิดเพลินกับความรุ่งเรืองของชีวิตจนไม่มีเวลาจะกลับหันมาดูจิตดูใจของตัวเองว่ามีความผ่องใสหรือมัวหมองอยู่ บางคนก็ก่นอยู่กับความยากลำบากในการดำเนินชีวิตจิตใจก็ขุ่นเคืองคับแค้นกับทุกสิ่งรอบข้าง  ชีวิตจึงหาความสงบได้ยาก  มีหลายคนมองแต่ความร่ำรวยสุขสบายของคนอื่นว่าเขาทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด  ทำไมตัวเองไม่มีอย่างนั้นบ้างทั้งที่สภาพความเป็นอยู่ของตัวเองไม่ได้ทุกข์ยากลำบากอะไรเลย  เพียงแค่ไม่มีเงินใช้จ่ายสบายมือเหมือนเขาเท่านั้น  ชีวิตจึงหาความสงบสุขได้ยาก  การกลับมานึกถึงความตายที่จะมาถึงไม่วันใดก็วันหนึ่ง  อาจเป็นวันนี้  วันพรุ่งนี้ก็ได้  ช่วยให้จิตใจเกิดความปล่อยวางว่าเราจะดิ้นรนไปมากทำไม  ที่สุดก็ตายไม่สามารถยึดอะไรเป็นของตัวเองได้เลย  ตายแล้วนำอะไรติดตัวไปไม่ได้เลยต้องทิ้งไว้หมด  เป็นสมบัติของโลก  กุศลของจิตต่างหากที่จะเป็นเครื่องพาของตัวพาใจไปสู่ความสงบและยั่งยืนไม่พาตัวไปสู่ที่ชั่วคืออบายภูมิที่จะหาความสงบสุขไม่ได้เลย

ที่พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ท่านวางมือจากกิจการงาน  จากความมุ่งหวังถึงความเจริญรุ่งเรืองอันจะพึงมีมา หากแต่จะบอกว่าการงานต่างๆ เป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องพึงกระทำเคยทำอย่างไรก็ยังคงทำต่อไป การวางแผนงานเพื่อให้เกิดความราบรื่นรุ่งเรืองก็ยังคงกระทำเป็นปกติ  แต่สิ่งที่คู่กันมาคือการนึกถึงจิตของตัวเองว่าราบรื่นดีผ่องใสดีหรือยัง  การมีสมาธิอยู่กับชีวิตประจำวัน  การปล่อยวางความเครียดด้วยการหมั่นดูลมหายใจให้เป็นปกติกลับจะยิ่งสร้างพลังในการดำเนินกิจการต่างๆได้เป็นผลดีขึ้นด้วยซ้ำ  เป็นสิ่งที่ไม่เกินวิสัยที่จะกระทำในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นที่จะต้องวางมือจากการงาน ๓ วัน  ๗ วันเพื่อจะไปปฏิบัติธรรมที่นั่งที่นี่ แล้วก็กลับมาทำงานอีกปี สองปีจึงตั้งใจจะไปปฏิบัติธรรมอีกทีเลย เพราะ ๓ วัน ๗ วันที่ไปทำแล้วกลับมาดำเนินชีวิตที่วุ่นวายเหมือนเดิม ลองคิดดูเถอะว่าถ้าท่านตักน้ำใส่ตุ่มไว้จนเต็มตุ่มแล้วก็บอกว่า ท่านมีน้ำมีน้ำเต็มตุ่มแล้วต่อไปนี้อีกปีหนึ่งค่อยตักใส่ใหม่ แล้วก็ใช้น้ำนั้นทุกวันๆ โดยไม่เติมน้ำลงไปเลย ก็นึกว่าน้ำยังมีทั้งที่น้ำเหือดแห้งไปแล้วก็ยังคงคิดว่ามีก็ยังฝืนใช้ต่อไปหาว่าได้น้ำนั้นอยู่ ก็เหมือนกับการปฏิบัติเพื่อเจริญใจ คือทำใจให้เจริญขึ้นด้วยธรรม มีธรรมอยู่ในใจ  ถ้าหวังแต่ว่าสิ้นปีหรือเมื่อว่างจะต้องไปปฏิบัติธรรมเจริญกรรมฐาน ๓  วัน ๗ วันสักที เมื่อทำแล้วก็กลับมาทำตัวเหมือนเดิม บุญที่ทำมาแค  ๓ วัน  ๗ วันจะเพียงพอต่อปี สองปีนั้นหรือ ความรุ่มร้อนต่างๆ จึงตามมา

การนึกถึงชีวิตว่าเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนความตายจะมาถึงเมื่อใดก็ได้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องสร้างกุศลให้ตัวเองบ้าง เท่าที่จะพึงมีและพึงทำ เชื่อว่าหลายท่านนึกถึงบุญกฐิน ผ้าป่าที่ต้องทำทุกครั้งที่มีซองบอกบุญมาว่าทำแล้ว ต้องแถมวงเล็บว่าด้วยความรำคาญใจว่ามาอีกแล้ว ไม่ทำก็กลัวว่าคนเขาจะว่าเอาได้ก็ทำแบบให้ผ่านไปทีนี่อย่างไรเล่าที่จะบอกว่าบุญกฐินผ้าป่าที่มาหา  เป็นบุญที่มาถึงโดยไม่คาดคิดเป็นสิ่งพึงยินดี  ถ้าไม่พร้อมก็บอกโมทนาบุญเขาไป ถ้ามีเงินไม่มากก็อย่าลำบากใจว่าน้อยทำใจให้เต็มทำด้วยยินดี ๑๐ บาท ๒๐ บาทก็ตั้งใจด้วยยินดี นี่ทำด้วยใจบุญถึงใจแล้ว ไม่ต้องอ้างว่าให้ได้เงินมากๆ ก่อนค่อยทำบุญ แล้วถ้าไม่มีเงินมากสักทีก็เป็นอันไม่ต้องทำบุญกัน

การสร้างกุศลให้ตัวเองไม่จำเป็นต้องหาเวลาให้ว่างก่อน แค่กลับมาดูจิตใจของตัวเองขุ่นข้องมัวหมอง พยาบาทอาฆาต คับแค้นขุ่นข้อง คิดติเตียนด่าว่าผู้อื่นอยู่ อยากได้นั่นอยากได้นี่วุ่นวายรุ่มร้อนอยู่ นั่นละ ถ้าพบวางได้ไหม ถ้ายังไม่ได้การนึกถึงความตายที่จะมาถึงแน่นอน เพียงไม่รู้ว่าเมื่อใดแต่อย่างไรสักวันต้องเป็นของเรา การนึกถึงความไม่เที่ยงของชีวิต นี่ก็ลงไปที่อนิจจังแล้ว เมื่อเห็นอนิจจังความวุ่นวายขุ่นข้องในใจก็เป็นความทุกข์แล้ว การเห็นว่าสิ่งที่วุ่นวายต่างๆ ว่าเป็นของทุกข์  ก็เข้าถึงทุกขังแล้ว ชื่อก็บอกแล้วว่าทุกขัง ก็เอาความทุกข์มาขังตัวเองไว้เองนี่ ตัวเองก็ต้องจมอยู่ในกองทุกข์นั่นแหละ เมื่อเราเห็นทุกข์ว่าเกิดจากสิ่งใดก็วางมันเสีย ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนสุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยงไม่เป็นสิ่งที่จะพึงยึดเอาไว้สักอย่างเพราะที่สุดก็ต้องวางแล้วเมื่อความตายมาถึงจะต้องวุ่นวายไปทำไม แค่นี้เราก็ได้เห็นไตรลักษณ์คืออนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา อนัตตาก็คือเห็นความไม่เที่ยงนั่นเอง นี่ก็เป็นสิ่งที่ไม่ยากที่จะพึงกระทำกันเลยกุศลก็เกิดแล้ว เราได้สร้างสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นถูกให้ตัวเองแล้ว ความสงบก็จะตามมาปัญญาที่จะพาตัวออกจากทุกข์ก็เป็นของไม่ยาก

นี่คือประโยชน์ของการนึกถึงความตายที่จะพึงมาถึง  เป็นการเจริญมรณานุสติกรรมฐานนั่นเอง