เลาะเลียบข้างๆ ธรรมมาสพระศาสดา

 

เลาะเลียบข้างๆ ธรรมมาสพระศาสดา

ทะเวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนนะ นะ เสวิตัพพา โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หิโน คัมโม  โปถุชชะนิโก อะนะริโยอะนัตถะสัญหิโต โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ส่วนสุด ๒ อย่างที่ภิกษุไม่พึงกระทำคือ การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุข คือสุขในกามทั้งหลาย  ทรงกล่าวว่า เป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ อย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งคือการประกอบตนให้ลำบาก เป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่เป็นประโยชน์ 

ในธรรมบทนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนปัญจวัคคี ฤาษีทั้ง ๕ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เหตุที่ทรงยกธรรมบทนี้ขึ้นมาสอนก่อนเพราะทิฏฏฐิของฤาษีทั้ง ๕ มีความเห็นว่าบุคคลจะปฏิบัติตนเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ต้องกระทำด้วยการทรมานตนเป็นอย่างยิ่ง การปฏิบัติอันไม่ยิ่งยวด ย่อหย่อนไม่ใช่หนทางให้พ้นทุกข์ได้  จึงทรงเริ่มต้นการสอนโดยเน้นให้เห็นว่า หนทางปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์นั้นมีแต่ทางสายกลางคือมัฌชิมาปฏิปทา หรือมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้นด้วยหนทางนี้พระองค์จึงได้ตรัสรู้  “อันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว กระทำจักษุ กระทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน”

“ก็ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนั้นเป็นไฉน คือ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ ซึ่งก็ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ ข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนี้แลอันตถาคตได้ตรัสรู้แล้ว”

จากคำสอนนี้ ส่วนสุด ๒ อย่างที่ไม่ทรงนิยมคือการปฏิบัติที่เคร่งเครียดคืออัตตกิละมะถานุโยค แยกศัพท์ออกมาแล้วก็จะแปลได้ว่าการทำตนให้ลำบาก เป็นทุกข์ คือการปฏิบัติที่สุดโต่งเกินไปก็สร้างทุกข์ให้เกิดกับผู้ปฏิบัติ หรือหากหลงเพลินอยู่กับความสะดวกสบายเกินไป ไม่ยอมรับสภาพที่จะพึงเป็นในการปฏิบัติ เช่น หนาวหน่อยก็ไม่ได้  ร้อนหน่อยก็ไม่เอา ทุกอย่างที่เคยมีเคยได้ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ต้องครบครันอันนี้เรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค เป็นความหลงเพลิดเพลินในความสุขจนไม่ใส่ใจในการปฏิบัติ ทั้งสองทางนี้ทรงกล่าวว่าไม่ใช่หนทางของผู้ปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ 

ผู้เขียนเคยสนทนากับผู้ปฏิบัติท่านหนึ่ง ท่านเล่าว่าอิริยาบถ ๔ ต้องให้สมดุลกัน  ยืน เดิน นั่ง นอนแต่ละอิริยาบถท่านจะทำ ๓ –๔ ชั่วโมง โดยเฉพาะอิริยาบถยืน ท่านว่าท่านยืนจนกลดทรุด ผู้เขียนก็ถามว่าไม่หนักไปหรือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติในสายกลางไม่ใช่หรือ ก็ถูกย้อนถามว่าแล้วรู้หรือว่าตรงกลางน่ะอยู่ที่ไหน จึงได้ข้อคิดว่า ทางสายกลางของแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและมานะของแต่ละบุคคล แต่โดยมากแล้วคนเรามักไม่มีความอดทนมากมายกันนัก โดยเฉพาะความอดทนต่อการฝืนใจตัวเอง

จึงมีผู้สอนอีกว่า การปฏิบัติไม่มีอะไรมาก แค่ตามดูจิตแล้วให้รู้ว่าคิดอะไร คิดไม่ดีก็ให้รู้ว่ากำลังคิดไม่ดี ให้มีสติตามความคิดไว้ก็พอดูเหมือนง่ายแต่เอาเข้าจริงจะสามารถได้แค่ไหนนั้นต้องอยู่ที่สติปัญญาของผู้ทำอีกเช่นกัน นับเป็นสองตัวอย่างของการปฏิบัติ จะเรียกว่าส่วนสุดสองอย่างก็ว่าได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนอริยมรรค หรือมรรคมีองค์ ๘ โดยขึ้นต้นด้วยสัมมาทิฏฏฐิคือความเห็นชอบ คือมีความเข้าใจก่อนว่าทำไมต้องมาปฏิบัติ หรือปฏิบัติเพื่ออะไร ถ้าคำตอบว่าเพื่อการหลุดพ้น  คำถามต่อมาว่าจะหลุดพ้นอะไร พ้นจากกองทุกข์ แล้วต้องดูว่าอะไรคือทุกข์ นี่เป็นการสร้างความเข้าใจให้ตนเองทางหนึ่ง จากจุดนี้เมื่อเราเข้าใจถูกต้องก็เรียกว่ามีปัญญาเบื้องต้นที่จะพาตนเข้าถึงหนทางปฏิบัติอันไม่ผิดพลาดได้ 

อะไรคือทุกข์ ทุกข์เพราะอยากมีแล้วไม่มี ทุกข์เพื่ออยากได้แล้วไม่ได้ หรือทุกข์เพราะยากจนเหลือเกิน อยากหนีทุกข์เหล่านี้จึงอยากเข้ามาปฏิบัติ เพราะได้ยินเขาว่าถ้าเข้ามาถือศีลปฏิบัติธรรมแล้วจะได้ในสิ่งที่ต้องการ อันนี้ขอบอกว่าคิดผิด  เป็นการเริ่มต้นปฏิบัติที่ความอยากมี อยากดี อยากได้ทางที่จะไปก็มีแต่ความหลง เป็นอวิชชา ยิ่งเดินทางยิ่งหลงพัวพัน  ยิ่งพัวพันยิ่งยุ่งเหยิง และเป็นหนทางที่ทำให้เกิดวิปลาสได้ในที่สุด

แล้วอะไรคือทุกข์ที่แท้จริง ทุกข์ในอริยสัจ ทรงสอนเรื่องอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์  สมุทัย นิโรธ มรรค เรารู้จักคำว่ามรรคแล้ว ว่าคือหนทางปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์ มีองค์ ๘ ทางเดินมีแล้ว แต่จะเดินทางไหนต้องดูว่าทุกข์คืออะไร อะไรคือทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นความหิว ความเจ็บป่วย ความร้อน ความหนาว ความแก่ ความตาย ความพลัดพรากจากของรัก ความอยากได้แล้วไม่ได้ ความอยากมีแล้วไม่มีหรือความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น เรียกว่าทุกข์ของขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง ๕ นี้ประกอบกันรวมขึ้นมาเรียกว่าตัวตน ที่เราเข้าไปยึดถือว่านี่ตัวเรา ตัวของเรา เรียกว่าอุปทานขันธ์ ๕ คือความเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนของเรา ความเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเรา ว่าของเรานี่เองเรียกว่าสักกายทิฏฐิ 

เราพบกับคำว่าสักกายทิฏฐิแล้ว คำนี้เองที่เป็นข้อต้นของพระอริยบุคคลระดับพระโสดาบันจึงแยกออกมาได้ คือมองเห็นความเป็นจริงของมันแล้วละได้  ละจากอะไร  ก็ละจากการเข้าไปยึดขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ว่าเป็นเรา เป็นของเรา  ความเข้าไปยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรานี้ไม่เหมือนเรารู้สึกกับคนอื่นหรือสิ่งของใดๆ  เพราะความเข้าไปยึดขันธ์ ๕ นี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวชนิดมองไม่ออกว่าไม่ใช่อันเดียวกันจึงบอกว่าเป็นตัวเป็นตน นี่เองคือสักกายทิฏฐิ 

ถ้าให้แปลก็หมายความว่าการมองเห็นกายนี้เป็นตัวเป็นตนของตนนั่นเอง ดังนั้นการมองเห็นความเป็นจริงว่าไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตนจึงไม่แค่อ่านจำแล้วเข้าใจตามนี้เท่านั้น  เพราะแค่นี้เป็นแต่การจำความรู้ของเขามาเรียกว่าเป็นแค่สัญญาในขันธ์ ๕ สัญญาคือความทรงจำ อย่างนี้จึงแค่ไปจำเขามา แต่ถ้าถึงขั้นแยกแยะออกมาแล้วมองเห็นว่าไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน แต่เป็นแค่ธรรมชาติอันหนึ่งที่เราเข้าไปยึดถือเอาเท่านั้น รูปกายนี้เป็นเพียงก้อนเนื้อที่ประชุมมาจากธาตุ ๔ คือดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้น โดยมีเราเข้าไปจำได้หมายรู้ว่านี่เรา นี่ของเรา นี่เราเจ็บ นี่เราป่วย นี่เราหิวเป็นการเข้าไปรู้เวทนาทางกายเท่านั้น ความไปรู้เวทนาต่างๆ ก็เป็นวิญญาณเช่นกระทบทางกายก็เรียกกายวิญญาณ กระทบทางตาก็เรียกว่าจักษุวิญญาณ ทางหูก็เรียกโสตวิญญาณ ทางลิ้นก็เรียกชิวหวิญญาณทางจมูกก็เรียกฆานวิญญาณ หรือทางใจก็เรียกมโนวิญญาณเป็นต้น ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ย่อมมีความไม่แน่นอน แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็เรียกว่าสังขารนั่นเอง 

ขันธ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงเป็นกองทุกข์กองใหญ่ของคน  เพราะเรียกร้องเอาจากเจ้าของทุกอย่างและตลอดเวลา หากไม่มีขันธ์ ๕ ก็ไม่ต้องมาทุกข์อีกต่อไป ตรงนี้เป็นสมุทัยคือการหาเหตุของทุกข์ได้พบ นี่เองเรียกว่ามีความเห็นที่ถูกต้อง เมื่อตั้งความเห็นถูกต้องได้แล้ว การปฏิบัติที่ตามมาเพื่อเห็นความเป็นจริงตรงนี้จึงเข้ามาศึกษาว่าทรงสอนให้ปฏิบัติอย่างไร ในมรรคมีองค์ ๘ มีดำริชอบ คือคิดถูกว่ามีเหตุอย่างนี้จึงงานคือทำสมาธิให้เกิดขึ้นซึ่งต้องอาศัยความเพียร คือทำแล้วทำอีกจนเกิดวสี คือความชำนาญ จึงเห็นว่าหากดำเนินตามอริยมรรคแล้วไม่มีอะไรยาก ที่ยากเพราะความเห็นของเราไม่ถูกต้องต่างหาก

ความเห็นที่ถูกต้องในการปฏิบัตินั้นมีความเป็นกลางอย่างยิ่ง ทรงสอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เรียกว่าไตรสิกขา ปัญญานั้นเกิดจากการทำสมาธิ และสมาธิจะมั่นคงได้ศีลต้องครบถ้วน ทุกอย่างเป็นบาทฐานกัน คือศีลทำให้เกิดสมาธิ สมาธิทำให้เกิดปัญญา 

ปัญญาคือการได้มองเห็นความเป็นจริงของกายและจิตเป็นคนละส่วนกัน กายต้องการที่อยู่ ต้องการอาหาร เครื่องนุ่งห่มและยารักษาโรค นี่คือความต้องการของกาย จิตมีสภาพไม่นิ่ง แปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา ต้องการนั่นต้องการนี่ไม่สิ้นสุดเพื่อให้กายที่เข้าไปยึดเป็นไปตามปรารถนา การเข้ามาปฏิบัติเพื่อให้เห็นความจริงอย่างนี้จึงต้องการจิตที่มีคุณภาพ คือพ้นจากความคิดฟุ้งซ่านแปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุดนิ่งนั้น ให้อยู่กับอารมณ์เดียวคือเห็นอาการของกายว่าอยู่ในอิริยาบถไหน ขยับสับเปลี่ยนไปอย่างไรก็ให้รู้ตาม จนเกิดความชำนาญในกายและจิต จากการตามรู้อย่างนี้ที่สุดก็จะรู้จักกายรู้จักจิตและละวางได้ในที่สุด และที่สุดแห่งกองทุกข์ก็อยู่ตรงนี้เอง 

ดังนั้นการปฏิบัติที่ถูกต้องท่านจึงไม่ให้หนีไปจากกายและใจนี้ ทุกข์อยู่ในกายนี้  แล้วจะไปหาจากที่อื่นจะพบละหรือ การแส่ส่ายออกไปข้างนอก การใส่ใจแต่เรื่องของผู้อื่น ไขว่ขว้าจะหาแต่ของนอกกายเข้ามาโป๊ะให้ตนเองจึงไม่ใช่หนทางให้พ้นทุกข์ได้  ทุกข์อยู่กับตนก็ต้องปลดที่ตน อย่ามัวไปมองหาที่อื่นอยู่อีกเลย