เลาะเลียบข้างๆ ธรรมมาสพระศาสดา

นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คเหตวา แปลว่าข้าพเจ้า   ขอรับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน

ระยะนี้ผู้เขียนมีกิจที่จะต้องไปร่วมพิธีงานบวชอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ตั้งใจบวชเพื่อศึกษาพระธรรม  บวชเพื่อรักษาประเพณีตามๆกันมา  บวชเพราะพ่อแม่ให้บวช หรือแม้แต่บวชหน้าไฟจูงศพ ทำให้ได้ความคิดว่า แท้จริงความมุ่งหวังดั้งเดิมของพระศาสนาอยู่ที่ไหน แล้วอานิสงส์แห่งการบวชจะมีแค่ไหนอย่างไร

นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยา เอวัง กาสาวัง คเหตวา ข้าพเจ้าขอรับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน นี่คือความมุ่งหมายแท้จริงของการบวชในสมัยพุทธกาล ซึ่งเราจะเห็นว่าในสมัยนั้นใครที่บวชแล้วยังไม่สามารถเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าได้จะรู้สึกกดดันตัวเองมาก เพราะรอบๆตัวล้วนมีแต่พระอริยเจ้ากันโดยมาก  บางท่านเมื่อปฏิบัติแล้วไม่เห็นผลถึงกับฆ่าตัวตายไปก็มีอย่างที่ได้เห็นในพุทธประวัตินั่นเอง ความเอาจริงเอาจังในการทำพระนิพพานให้แจ้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกในสมัยนั้น ไม่ใช่เพื่อเป็นอานิสงส์ให้บรรพบุรุษ หรืออุทิศให้คนตาย แต่มุ่งหมายเพื่อการพ้นภัยแห่งวัฏสงสารของตัวเอง

หากเพราะอานิสงส์แห่งการบวชนี้เองกลับส่งผลดีให้ได้รับถึงบรรพบุรุษและด้วยผลแห่งการปฏิบัตินี้ยังสามารถแผ่อุทิศให้กับจิตวิญญาณที่เห็นผลแห่งการปฏิบัติดีแล้วมาขอรับผลบุญนี้ได้ ในสมัยต่อมาเลย

กลายเป็นประเพณีว่ากุลบุตรเมื่อถึงวัยอันควรอุปสมบทจะต้องบวชก่อนจะทำกิจอื่นเพื่อให้พ่อแม่ได้รับผลบุญอันเกิดจากการบวชนี้ เพราะอานิสงส์พิเศษแห่งการบวชคือ พ่อแม่แม้ไม่เคยได้เลี้ยงดู และแม้ไม่ได้รับรู้ว่าว่าลูกเข้าบวชมาในพุทธศาสนา ไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้อนุโมทนาด้วย แต่ผลบุญนี้พ่อแม่จะได้รับเต็มในทันทีที่ลูกของตนได้บวช พ่อแม่หรือแม้แต่ตัวผู้บวชเองจึงปรารถนาจะบวชเพื่อทดแทนคุณของพ่อแม่และได้กลายเป็นประเพณีสืบมาจนปัจจุบันนี้นั่นเอง

ถามว่าแม้ความตั้งใจบวชได้กลายจาก นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยา มาเป็นบวชเพื่อทดแทนคุณบิดามารดาไปแล้วอย่างนี้ แล้วจะมีอานิสงส์สมบูรณ์อยู่หรือ อันนี้ต้องมาดูกันว่าผู้บวชแม้บวชตามประเพณีที่ถือสืบต่อกันมา ความศรัทธาอาจพร่องไปบ้าง แต่หากบวชแล้วตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม และรักษาศีลประพฤติตนตามระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด แม้ไม่ได้จะทำเพื่อให้แจ้งไรพระนิพพาน แต่ก็ยังพอเอาตัวรอด มีอานิสงส์ถึงพ่อแม่ได้ แต่ถ้าบวชแล้วไม่ปฏิบัติ ไม่สำรวมระวังในศีลและพระวินัยแล้ว แม้แต่ตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอดอย่าว่าแต่อานิสงส์จะส่งถึงพ่อแม่เลย

ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เราจะพูดถึงในตอนต่อไป วันนี้เราจะพูดเฉพาะเรื่องการบวชกันก่อนการบวชอีกประเภทที่เรามักเห็นคือการบวชหน้าไฟหรือการบวชจูงศพ นี่ก็นิยมกันจริง มีใครตายต้องถามกันละว่ามีใครบวชจูงศพบ้าง หรือจะให้ใครบวชจูงศพบ้าง ส่วนมากก็มักจะไม่พ้นลูกหลาน งานไหนไม่มีใครบวชให้ก็จะกลายเป็นที่ต่ำต้อยน้อยหน้าไป เราจึงเห็นว่าบางงานมีลูกหลานบวชจูงให้หลายๆคน เจ้าของงานหน้าบาน ลูกหลานที่บวชให้ก็อิ่มใจ ได้รับการชื่นชมกันคนละไม่น้อย

ถามว่าแล้วจะมีอานิสงส์ผลบุญให้ผู้ตายไหม แน่นอนว่าการบวชย่อมได้บุญ แต่เมื่อบวชแล้วได้เข้าไปรักษาศีลปฏิบัติธรรมไหม ในสมัยก่อนผู้บวชจะต้องไปรักษาศีลปฏิบัติธรรมในวัดอย่างพระสงฆ์ไม่น้อยกว่า 3วัน 7วัน อย่างนี้ผู้ตายพอจะได้รับอานิสงส์ผลบุญของการบวชนี้อยู่ แต่อยู่มาๆ กลายเป็นว่าลูกหลานจูงผู้ตายไปถึงป่าช้ากลับมายังไม่ถึงวัดก็ละผ้ากาสาวะแล้ว อย่างนี้คาดว่าผู้ตายคงรับอานิสงส์ยังไม่ทันสบายผลบุญก็คงหายวับไปด้วยเช่นกัน เปรียบให้ชัดก็เหมือนกับเด็กเล่นเป่าน้ำฟองสบู่ ได้เห็นฟองสบู่มากมายแต่ครั้นจะจับต้องยึดครองเป็นเจ้าของก็แตกสลายไปในทันที นี่เป็นเช่นเดียวกันอย่างนี้

ในยุคสมัยที่ห่างไกลจากพุทธกาลมามากแล้วอย่างนี้ ความคิด ความเห็นที่แปรเปลี่ยนไปมากมายอย่างนี้แล้ว แต่เราก็ต้องยอมรับว่า ในจำนวนผู้บวชเข้ามาในพระศาสนาใช่ว่าจะด้อยศรัทธากันไปหมด เพราะยังมีอยู่อีกมากที่ตั้งใจปฏิบัติจริง เราสมควรช่วยส่งเสริมผู้เข้ามาถือบวชให้ครองเพศนักบวชแท้ได้สืบต่ออายุพระศาสนาต่อไปจะดีกว่าค่อนว่าติเตียนแต่เพียงอย่างเดียวเถิดค่ะ