พุทธัง อิทธิเจ

            โมคคัลลาโน ปะมุญเตโช ธาตุลักขะโน นะ เวทะวัง อัคคีชาตัง นะ ปัจจะขามิ นี่คือคาถาพระโมคคัลลาดับไฟนรก เป็นคาถาหนึ่งที่ใช้ในการบังสุกุลกระดูกของผู้ตาย ระยะนี้ผู้เขียนมีกิจที่จะต้องตะลอนไปเคารพศพผู้นับถือและคนรู้จักแทบไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้มานึกคำนึงถึงชีวิตทั้งหลายว่า ชีวิตเบื้องหลังการตายของคนและสัตว์ทั้งหลายนั้นสุดจะหยั่งคิดไปถึงจริงๆ มีหลายความเชื่อ หลายคำสอนที่มีทั้งคล้ายกันบ้าง แตกต่างกันก็หลาย แต่ในความเชื่อทางพุทธศาสนาแล้วเราเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เราเชื่อว่าชีวิตทั้งหลายในโลกนี้เป็นเหมือนวงกลม จากภพนั้นสู่ภพนี้ เปลี่ยนรูปเปลี่ยนนาม เปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ ไปตามกรรมที่ตนได้กระทำไว้ เรียกว่าวงกลมแห่งวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิดของแต่ละชีวิตนั้นสามารถแปรเปลี่ยนไปได้ คนๆ หนึ่งเมื่อตายไปแล้วไม่ได้สูญสิ้นไปตามร่างกายที่ตายไป แต่ยังมีวิญญาณที่จะต้องเร่ร่อนหาที่เกิดใหม่ อาจไปเกิดเป็นเทวดา พรหม อาจไปเกิดเป็นสัตว์นรกหรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ตามแต่ผลกรรมที่ตนกระทำไว้

            แต่การจะเลือกที่เกิดที่ไปให้ตนเองใช่ว่าจะเป็นไปตามที่ตั้งไว้เสมอไป นั่นเพราะคติคือทางไป จะเนื่องด้วยจิตสุดท้ายเสมอ

            จิตสุดท้ายคืออะไร

            จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคติปาฏิกังขา

            จิตเต อสังกิลิฏเฐ สีคติ ปาฏิกังขา

            องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนว่า สัตว์ทั้งหลายถ้ามีใจเศร้าหมองคือถูกครอบงำด้วยกิเลสโลภ โกรธ หลง ย่อมมีแน่นอนทุคติคืออบายภูมิเป็นที่ไปเสมอ และสัตว์ใดมีใจผ่องใสไม่เกาะเกี่ยวด้วยกิเลสคือโลภ โกรธ หลง ย่อมมีหนทางแน่นอนเป็นที่ไปคือสุคติโลกสวรรค์เป็นต้นเป็นที่ไป

            ดังนั้น พระท่านจึงสอนให้หมั่นทำความดี ละชั่ว และทำจิตใจให้ผ่องแผ้วไว้ เพื่อที่เมื่อถึงวาระสุดท้ายจิตจะได้มีความดีไว้เป็นที่วางของจิต เพื่อหนทางไปที่ดีนั่นเอง

            แต่ถึงอย่างนั้นแล้วก็ตาม เมื่อมีบรรพบุรุษญาติมิตรของตนเสียชีวิตลง บุคคลที่อยู่เบื้องหลังก็ยังมีความกังวลว่าญาติที่เสียชีวิตลงนั้น จะมีกุศลเพียงพอที่จะไปสู่หนทางที่ดีหรือไม่ จึงต่างพากันทำบุญสร้างกุศลอย่างมากมายเพื่อหวังว่าญาติของตนจะได้รับกุศลตามที่ตนสร้างให้นั้น

            ถามว่า แล้วญาติเหล่านั้นจะได้รับกุศลนั้นหรือไม่

          พระคุณเจ้าหลวงพ่อฤๅษีแห่งวัดท่าซุงเคยเล่าว่า กุศลที่ทำอันดับแรก ผู้ทำได้รับก่อนแน่นอน เมื่อรับแล้วอุทิศเจาะจงให้ญาติผู้นั้น แน่นอนว่าถ้าเขาสามารถอนุโมทนาได้เขาย่อมได้รับผลบุญนั้นด้วย แต่เราจะแน่ใจอย่างไรว่าผู้ตายจะสามารถอนุโมทนาได้นั้น ย่อมเป็นเรื่องที่สุดจะคิดคำนึงถึง เพราะผู้จะรู้ได้ก็มีแต่ผู้ได้ญาณหยั่งรู้แล้วเท่านั้น แต่อย่างน้อยการทำบุญให้ก็ช่วยให้ผู้อยู่ข้างหลังได้สบายใจ ปลดวางความทุกข์ ความกังวลได้ว่าได้ทำให้อย่างถึงที่สุดแล้ว

            แล้วมีเหตุอันใดที่จะเป็นผลให้ผู้ตายมีโอกาสได้รับโมทนากุศลนี้ได้ เราจะมาพูดถึงในตอนหน้าค่ะ