ยามแผ่นดินสิ้นกษัตริย์ รัชกาลที่ ๙

ยามแผ่นดินสิ้นกษัตริย์  รัชกาลที่ ๙

   ประชาชนยังคงทุกข์ระทมต่อการจากไปของพระองค์ ทุกคนยังคงมีอารมณ์โศกเศร้าไม่ต่างกัน เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนขาวและดำ สะท้อนให้เห็นว่า เราต่างพร้อมและเต็มใจเพื่อใช้ยามที่เราไว้ทุกข์แด่คนที่เรารัก

เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาติไทย

    และสุดสิ้นแผ่นดินในรัชกาลที่๙

     ครั้งนี้จะเป็นครั้งสำคัญจะเป็นประวัติศาสตร์ให้รุ่นหลังได้ศึกษา และจะเป็นความประทับใจในวันนี้ เพราะเป็นปรากฏการณ์หลายสิ่งหลายอย่างได้บังเกิดขึ้น หรือคนที่มีชีวิตกว่าสองรัชกาลพูดว่า ไม่เคยเห็นเท่าครั้งนี้มาก่อนในชีวิต

ไม่เคยเห็นผู้คนหลั่งน้ำตาด้วยความอาลับกันมากมายเช่นนี้

การหลั่งไหลกันมาจากทั่วทุกหัวระแหงของแผ่นดิน มิใช่เพิ่งมากันแค่วันนี้ แต่มากันหลายครั้งหลายหนแล้วนับแต่พระองค์ท่านทรงพระประชวร

ศิริราช เป็นโรงพยาบาลที่มีพสกนิกรของพระองค์มากมายไม่เว้นแต่ละวัน

ไปเพื่อเปล่งเสียงถวายพระพร ไปสวดมนต์ และไปส่งเสียงทรงพระเจริญ ยามพระองค์เสด็จออกมาให้เห็น

แม้เพียงเห็นแค่ไกลจากหน้าต่างห้องชั้นบนสุดตานั้น ...ก็ตาม

จวบจนกระทั้งเสียงที่ไปเปล่งต้องเปลี่ยนไป เมื่อวันนั้นมาถึง การจุดเทียนสวดมนต์ ภาวนาไม่ว่าบทไหนๆก็สิ้นสุดลง

เทียนเล่มนั้นดับลงแล้ว !!

เสียงที่เคยเปล่งกันระงม  ก็ถูกแทนด้วยเสียงสะอื้นร่ำไห้ และถ้อยคำพรรณนา ที่ย้ำว่าแม้ชีวิตก็มาเอาไปเถอะ ถ้าได้พระราชาข้ากลับคืนมา

.....

หนังสือพิมพ์ทุกฉบับในรุ่งเช้า พร้อมเพรียงกันบอกกล่าว ถวายความอาลัย

และถูกซื้อหาเก็บกันจนหมดเกลี้ยงทุกแผงหนังสือ

            บางฉบับพิมพ์ซ้ำ และพิมพ์เพิ่มในพระราชกรณียกิจของพระองค์ ที่ทรงเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิตเพื่อให้ประชาชน รอดพ้นทุกข์ยาก ทุกคนอยากเก็บสิ่งพิมพ์เหล่านั้น จนเป็นความคึกคักขึ้นอีกครั้งของหนังสือพิมพ์ วารสาร หลังจากถูกเบียดด้วยโลก โซเซี่ยลจนหงอยเหงาแห้งเหลืองตาแผงกันมาปีแล้วปีเล่า

จอโทรทัศน์พร้อมใจกันเปลี่ยนสีเป็นขาวดำทุกสถานี

เรื่องตลกบันเทิงพักกันไว้ก่อน

นั่นหมายรวมไปถึงสถานบันเทิงต่างๆในกรุงและต่างจังหวัด ที่ไม่รู้สึกเดือดร้อนกับการต้องพักชั่วคราวเพราะอารมณ์ของคนไทยในสังคมยามนี้ = ไม่ใช่ !!

ตรงกันข้าม...ยามนี้ไม่ว่าคนบนพื้นที่ที่ไหน หากทำความดีงามอะไรได้บ้าง หรือช่วยกันตามแต่กำลังพิงมีเขาจะไม่ลังเลที่จะทำ เป็นความรู้สึกที่ไม่ค่อยได้เห็นในยามปกติ

เป็นอารมณ์ของคนไทยวันนี้ ที่ขจรขยายได้รับความชื่นชมไปทั่วโลกแล้ว

และอารมณ์นั้นได้แสดงออกต่อวันสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ที่ผู้คนจากทั่วทุกหนแห่งหลั่งไหลกันมารวมตัวที่ห้อง สนามหลวง ใกล้พระบรมมหาราชวัง มากันด้วยความต้องการของใจตนเอง ไม่มีใครกำหนดกฎเกณฑ์ แม้จะยากลำบากในการเดินทางบ้าง แต่ทุกคนก็พร้อมกันในพื้นที่นั้นจนล้มหลามออกมาตามถนนรอบบริเวณ

เพื่อรวมใจมาร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

ร้องด้วยน้ำตา ร้องด้วยปิติที่ได้เกิดและอยู่มาในแผ่นดินธรรมของพระองค์ และร้องด้วยรักและอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้

“เย็นศิระเพราะพระบริบาล ผลพระคุณ ธ รักษา ปวงประชาเป็นสุขสานต์ ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด จงสฤษดังหวังพระหฤทัย....”

 

.............................