ทางออกตลาดผลไม้ไทย เมื่อจีนรุกคืบจนตั้งตัวไม่ติด

ทางออกตลาดผลไม้ไทย 

เมื่อจีนรุกคืบจนตั้งตัวไม่ติด

            เที่ยวออกอาการห่วงใยอนาคตผลไม้ในบ้านเรา เพราะการรุกคืบเข้ามาของนักธุรกิจจีนไม่ใช่เรื่องที่น่าวางใจนัก ดังธุรกิจท่องเที่ยวก็เห็นเป็นตัวอย่างไปแล้ว มาถึงธุรกิจผลไม้ก็มีคนเห็นและห่วงใยออกมาค่อนข้างตรงกัน !!

            นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พูดไว้น่าฟังยิ่ง

            เขากล่าวว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีล้งจีนทั้งเป็นบริษัทร่วมทุน และนอมินีเพื่อธุรกิจผลไม้ในประเทศไทย เพื่อส่งกลับตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น จึงมีการวิตกกันว่าในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการล้งไทย และตลาดผลไม้ในประเทศ

            เพราะการแข่งขันกับล้งจีนทำได้ยาก !!

                เนื่องจากล้งไทยอาจมีเงินทุนไม่สูงเท่า รวมทั้งล้งจีนได้มีการขยายเข้าไปทำการรับซื้อลักษณะนี้ในประเทศอื่นๆ ด้วย

            “พบว่าขณะนี้ล้งจีนไม่ใช่แค่รับซื้อผลไม้จากผู้รวบรวมอย่างเดียว แต่เข้าไปซื้อแบบเหมาสวน หากมองในระยะสั้นอาจเป็นผลดีต่อเกษตรกรไทย เพราะมีตลาดแน่นอน ราคาไม่ตก แต่การรุกคืบเข้ามาทำธุรกิจผลไม้แบบครบวงจรจนเกือบไม่เหลือพื้นที่ทำธุรกิจให้คนไทย ซึ่งการที่ล้งจีนมีตลาดอยู่ในมือ ทำให้อนาคตสามารถเป็นผู้กำหนดราคาได้ตามที่ต้องการ

            ซึ่งหากปล่อยไว้ในระยะยาวจะไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจผลไม้ไทยทั้งระบบ...” นายอัทธ์กล่าว

            นอกจากนี้การปล่อยให้ล้งจีนเข้าถึงสวน ในอนาคตอาจจะไม่มีผลไม้ส่งโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป หรือเพื่อส่งออกจากไทยได้ ดังนั้นจะต้องมีกฎหมายดูแลให้ยุติธรรมเรื่องจดทะเบียนนิติบุคคล การเสียภาษีที่ยังเป็นช่องว่างอยู่ หรือการลงทุนและการโอนเงินจากจีนเข้ามามีการเสียภาษีหรือไม่ ?

                ทั้งนี้ สาเหตุที่ล้งจีนเข้ามาอย่างรวดเร็วคือ กฎหายการนำเข้าผลไม้ของจีนระบุว่า “ต้องนำเข้าผ่านบริษัทจีน” ซึ่งนักธุรกิจไทยไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทอะไรได้เลย

            โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการล้งจีนในไทยจำนวน 1,090 ราย แบ่งเป็นผู้ค้าลำไย 473 ราย ทุเรียน 556 ราย และมังคุด 65 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี และตราด

            ทางออกของผู้ประกอบการผลไม้ไทยตอนนี้คือ เกษตรกรจะต้องรวมตัวกันผลิตและขายแบบสหกรณ์ ผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพมาตรฐานโลก ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า เช่น เก็บแบบแช่แข็งแปรรูป หรือเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ทำเป็นฟาร์มเอาต์เลต และมองตลาดภายในเพิ่มขึ้น โดยการใช้ประโยชน์ของเขตเศรษฐกิจพิเศษตราด เป็นศูนย์รวมและกระจายผลไม้ หรือตลาดกลางภายในประเทศ เพื่อกระจายผลผลิต

            ที่สำคัญ...ภาครัฐต้องเร่งจัดโซนนิ่งให้ได้ก่อนที่จะไม่มีคนทำการเกษตรกรรม

            เพราะผลไม้ไทยมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกในโลก อีกทั้งผลไม้บางอย่างประเทศอื่นก็สามารถปลูกและได้ผลดีไม่แพ้ในประเทศเรา !!