กรณีจะตัดไม้สัก 4-5 พันต้น_นำไปสร้างรัฐสภาแห่งใหม่

“ไม้สักเปรียบเสมือน DNAของชาติไทย จะเห็นได้จากทั้งในด้านที่เป็นพื้นฐานงานศิลปะ,สถาปัตยกรรม และด้านภูมินิเวศน์ เพราะต้นสักสามารถงอกงามอย่างสมบูรณ์ที่สุดในโลกได้ภายใต้พื้นดินแผ่นฟ้าเมืองไทยเท่านั้น เห็นได้จากการสร้างบ้าน,วัด,วัง ตลอดจนเครื่องเรือนและอุปกรณ์ทุกชนิดในวิถีของคนไทยเรา ล้วนผูกพันกับไม่มากมาเกือบ 1,000 ปี วันไหนเราเลิกใช้ไม้จิตวิญญาณงานศิลปะและสถาปัตยกรรมของเราก็แทบสูญสิ้นไปโดยสิ้นเชิง...”

ดูเหมือนจะเป็นประโยคทองไปแล้ว ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

คุณธีรพล นิยมศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ประธานคณะผู้ออกแบบโครงการรัฐสภาแห่งใหม่ หรือ”สัปปายสภาสถาน” กล่าวถึงกรณีต้องใช้ไม้สักในการก่อสร้างอาคารรัฐสภา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้วจำนวน 4,534 ต้น

บรรดาเหล่านักดราม่าทั้งหลายถึงกับตาเบิกโพลง แหกปากกันลั่น!!

ว่าต้นสักต้องถูกตัดทำลาย 4-5 พันต้น

ทั้งๆที่ข้อกำหนดของแบบนั้นระบุไว้ชัดเจน ว่าห้ามตัดไม้จากป่าธรรมชาติ (ป่าอนุรักษ์) เด็ดขาด ไม้ที่ใช้ก่อสร้างรัฐสภานั้นต้อง ใช้ไม้จากป่าปลูก (ป่าเศรษฐกิจ) หรือใช้ไม้เก่านำกลับมาใช้ใหม่ หรือไม้ของกลางที่เป็นสมบัติของรัฐที่ยึดมา – เท่านั้น !!

มิต้องฟังอะไรกันแล้ว จะตัดจากที่ไหน ? อย่างไร ? เปิดประเด็นโค่นไม้สัก 4-5 พันต้นไปสร้างรัฐสภา ก็แชร์กันทั้งเมืองแล้ว

เราถูกฝังในความรู้สึกกันมานาน ว่าถ้าไม้สักคือไม้หวงห้าม ไปแตะต้องแทบไม่ได้เลย และเราถูกสั่งมาเป็นทอดๆว่าป่าชุมชนคือสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ แต่เราไม่ค่อยได้รับความรู้ในรูปการบริหารจัดการ ว่าจะทำอย่างไร ? ให้ฝืนป่าที่เราช่วยกันปลูกกันดูแลสมาชิกมาช้านานนั้น จะกลับมารับใช้วิถีชีวิตชาวบ้านอย่างเราได้อย่างไรบ้าง ?

ไม้สักเกือบจะกลายเป็นพระพุทธรูปที่เห็นก็ต้องยกมือไหว้ไปแล้ว !!

ป่าชุมชนนั้นเล่าชาวบ้านยากจนจะเข้าไปตัดค้ำบ้านสักสองต้น ต้องถูกลงโทษด้วยกฎหมายของหมู่บ้าน จนต้องอดมื้อกินมื้อเจียดเงินไปซื้อเสาปูนมาใช้แทน !!

กฎหมายที่ตราไว้และให้โทษรุนแรง – ก็ไม่ผิดหรอก

เพราะเพื่อป้องกันผู้หากินกับไม้อย่างผิดกฎหมาย มีการลักลอบเข้าไปตัดทำลายในเขตป่าอนุรักษ์ของแผ่นดินเพียงเพื่อนำออกมาขายยังประโยชน์เพียงส่วนตน

หน่วยงานของรัฐอย่าง ออป.รู้สึกจะไม่เลิกตื่นเต้นกับการจะทำไม้สักไปสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ครั้งนี้ เพราะปกติก็มีการตัดไม้สักจากป่าเศรษฐกิจออกขายปีละหลายแสนต้นอยู่แล้ว เป็นการตัดตามหลักป่าไม้ จึงสั่งให้สวนป่าภายในสังกัดทั่วประเทศสำรวจไม้สักตามสเป็คดังกล่าว ก็พบว่ามีปริมาณเพียงพอแน่นอน

อย่าลืมว่า ออป.นับเป็นรายเดือนที่มีไม้สักซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนในระดับนานาชาติ ตามแนวทาง FSC

เหมือนที่นักวิชาการหลายคนออกมาพูดเรื่องนี้ ว่าคนไทยถูกหลอนเรื่องไม้มาช้านานแล้ว ว่าการเข้าไปตัดต้นไม้เป็นการทำลายป่า ไม้ที่ถูกตัดไปแล้วสภาพป่ายังอยู่ ผิดกับป่าชายแลนทางภาคใต้ที่ต้องหมดสภาพป่าเพราะคนเข้าไปทำให้หมดสภาพเพื่อเอาพื้นที่มาเลี้ยงกุ้ง เหมือนทางภาคเหนือสิ้นสภาพเพราะเอาพื้นที่มาปลูกมัน ปลูกข้าวโพด

ไม่เหลือแม้แต่ไม้เล็กไว้คลุมดิน !!

ฉะนั้น ...ก่อนจะดราม่ากันถึงเรื่องนี้ ควรมีพื้นฐานความรู้เรื่องป่า เรื่องการตัด และการบริหารจัดการตามหลักวิชาการป่าไม้ จะได้ไม่ล้าหลังทั้งตนเองและประเทศชาติ !!