หมอกควันและภัยแล้ง ปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ไข ไม่ใช่แค่รอฝน

คนเราถ้าอายุล่วงเลยเข้าวัย 28 ปี ก็นับว่าได้ก้าวย่างเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่อย่างเต็มตัวแล้ว ถ้าเป็นคนก็ผ่านจากวัยรุ่นสู่ความเป็นผู้ใหญ่วัยที่มีความรับผิดชอบอย่างเต็มตัวแล้ว แต่ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ไม่มีมุมอะไรให้ต้องคิดมาก...เพราะการก้าวย่างเข้าสู่วัยที่ 28 ปีของหนังสือพิมพ์เชียงรายนิวส์เหมือนเป็นเครื่องยืนยันได้แล้วว่า สังคมนั้นยังให้การยอมรับ ยังมีคนซื้ออ่าน ยังมีคนฝากข่าว ยังมีคนเชิญไปทำข่าว ยังมีร้านค้าธุรกิจให้โฆษณา ฯลฯ

เพราะทุกก้าวย่างของวัยหนังสือพิมพ์นั้นมันไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก อยู่ที่การมีเข็มทิศที่ดี และการปฏิบัติที่ดี ง่ายๆเท่านี้เอง !!

ขอบคุณสำหรับการไว้วางใจที่ให้เราตลอดมา 27 ปี จนก้าวเข้าสู่ 28 ปี

ฉบับนี้ขอพูดถึงวิกฤติปัญหาของคนเชียงรายขณะนี้ที่หนักๆ ที่หลีกหนียังไงก็หนีไม่พ้น ทางเดียวที่ทำได้คือเราต้องพร้อมรับกับมันให้ได้เท่านั้นเอง

วิกฤติเรื่องหมอกควันจากการเผาป่า

ปัญหาหมอกควันภาคเหนือนั้นเริ่มมีไม่กี่ปีมานี้ แต่ทุกๆ ปีที่ผ่านมาปัญหาเริ่มวิกฤตขึ้นเรื่อยๆ จากไม่กี่เดือนตอนนี้ลากยาวมากว่าครึ่งปียังไร้วี่แววว่าจะบรรเทาลงไป

ปัญหาหมอกควันส่งผลกระทบต่อสังคมและคุณภาพชีวิตประชาชน นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยสาเหตุของไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์แทบทั้งสิ้น เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังคงใช้ประโยชน์จากไฟในการประกอบอาชีพ เช่น การล่าสัตว์ การเก็บหาของป่า การเผาป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ฯลฯ

จากสาเหตุดังกล่าวทำให้เกิดหมอกควันส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของมนุษย์ทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยหมอกควันที่ลอยอยู่ในอากาศมีฝุ่นละอองและควันพิษ ทำให้ประชาชนป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจเกิดการระคายเคือง เหนื่อยง่าย

หมอกควันจากไฟป่ายังทำให้เกิดทัศนวิสัยที่ไม่เหมาะสมต่อการจราจรทางอากาศอีกด้วย!!

นอกจากนี้ไฟป่ายังก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ซึ่งมีผลทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น  เนื่องจากขณะเกิดไฟป่า การเผ่าไหม้เกิดก๊าชชนิดต่างๆ โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนน็อกไซด์ ซึ่งเมื่อรวมกับก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ในกิจกรรมอุตสาหกรรม การคมนาคม ซึ่งสะสมเป็นชั้นหนาในบรรยากาศของโลกทำให้เกิดความร้อนที่แผ่จากผิวโลกกระจายกลับคืนสู่บรรยากาศไม่ได้ ปริมาณความร้อนที่สะสมอยู่บนโลกก็จะเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยัง เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภัยแล้งตามมา

วิกฤติภัยแล้ง‘ซูเปอร์เอลนีโญ’

ประเทศไทยจากประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ ดังคติที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” แต่ประเทศไทยในปัจจุบันมีปัญหาเรื่องน้ำคือปัญหาวิกฤตใหญ่หลวงมาหลายปี โดยเฉพาะปีนี้กับเอลนีโญส่งผลจนฝนที่ตกครั้งสุดท้ายมันเกิดเมื่อหลายเดือนมาแล้ว ความแห้งแล้งเกิดอย่างกว้างขวางและยาวนานมากว่าเอลนีโญรอบไหนๆ จึงได้รับการคาดการว่าปีนี้จะเป็น ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ เกิดขึ้นแล้ว

“โนอา” หรือองค์การบริหารจัดการด้านมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งสหรัฐอเมริกา (NOAA) รายงานวิเคราะห์สภาพอากาศเมื่อเดือนตุลาคม 2015 ว่า อุณหภูมิผิวดินและผิวน้ำทะเลวัดได้สูงสุดในรอบ 136 ปี เป็นเหตุให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกสูงจนทำลายสถิติที่เคยบันทึกไว้  ผู้คนกว่าสิบล้านจะหิวโหย เนื่องจากภาวะ “เอลนีโญ” และไม่ใช่ เอลนีโญ แบบธรรมดาแต่เป็น... “ซูเปอร์เอลนีโญ”

ปัจจุบันมีปริมาณน้ำสำรองที่จะปล่อยได้ในเดือนพฤษภาคมประมาณ 1,400 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งถ้าคาดการณ์ว่าเดือนมิถุนายน 2559 จะมีฝน ก็จะสามารถใช้น้ำก้อนนี้ได้บ้าง แต่เมื่อดูตัวเลขแล้วตกใจว่า ปริมาณน้ำที่สำรองไว้นั้นกำลังจะถูกใช้แล้ว กลายเป็นภาวะความตึงเครียดทั้งๆ ที่รัฐบาลบอกไว้แล้วว่า ห้ามปลูกข้าวเด็ดขาด เพราะถ้าปลูกแล้วมีความเสียหายรัฐบาลจะไม่เข้าไปช่วยเหลือ

ทั้ง 2 ปัญหาวิกฤติทั้งหมอกควันและภัยแล้งตอนนี้ทุกคนเฝ้าภาวนาแต่รอฟ้ารอฝนเท่านั้น

เราต้องช่วยกันประหยัดทุกคน เพราะถ้าเรามองว่าไม่ใช่ภาระของเรา เพราะว่าถ้าเราประหยัดขึ้นร้อยละ 10 ก็จะมีน้ำเหลือให้พื้นที่อื่นๆ ได้ใช้ประโยชน์ถึง 5 แสน ลบ.ม. ต่อวันหรือเอาไปเก็บไว้ในอ่างเก็บน้ำให้อุ่นใจก็ได้ เพราะภาวะที่น้ำอาจจะดีก็อาจจะไม่ดีก็ได้ ซึ่งเราต้องติดตามดูเอง แต่ถ้าเราประหยัดได้ร้อยละ 20 ก็ประหยัดน้ำได้วันละ 1 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งน้ำปริมาณนี้จะไปเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพลหรือเขื่อนสิริกิติ์ก็ได้ น้ำก็จะได้ประโยชน์ต่อไป

เพราะฉะนั้น จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันประหยัดน้ำไม่ว่าทั้งอุปโภคและบริโภค หาใช่รอแต่รอฝนอย่างเดียวเท่านั้น