ความห่วงใยที่ต้องส่งไปถึงเกษตรกรชาวสวนสับปะรด

เคยพูดคุยกันกับพรรคพวกเมื่อหลายวันก่อน ว่าอีกสองปีข้างหน้าสับปะรดในบ้านเราคงประสบปัญหาล้นตลาดเหมือนพืชเกษตรบางตัวที่ผ่านมา ที่เกิดและล้มหายตายจากไป เพราะดูจากพื้นที่ปลูกขณะนี้เต็มไปด้วยสับปะรดไม่ว่าหัวไร่ปลายนาหรือพื้นที่เท่าแมวดิ้นตายที่หลังบ้าน ก็เป็นสับปะรดไปหมด !!

แต่ก่อนเจ้าของสวนลิ้นจี่บ่นให้ฟังว่า จ้างคนมาเก็บก็ไม่คุ้ม เก็บเองพอจะเหลือนิดหน่อย สรุปก็ต้องโค่นขายทำถ่าน

คนที่ปลูกมันสำปะหลังในหลายปีที่ผ่านมา วันนี้บางรายทิ้งคาแปลงเพราะขุดก็ไม่คุ้ม ไถกลบแล้วปลูกสับปะรด

และที่ปลูกกันมากอย่างที่ว่านี้ คือพันธุ์ภูแลครับ

นัยว่าพันธุ์นี้กำลังเป็นที่นิยมในจีนและประเทศเพื่อนบ้าน จากการเอาสับปะรดภูเก็ตลูกโต รสเปรี้ยวแต่กรอบมาปลูกในพื้นที่ตำบลนางแลซึ่งโด่งดังเรื่องสับปะรดพันธุ์น้ำผึ้ง ภูเก็ตผสมนางแลออกมาไม่โตมาก กรอบหวาน เป็นที่หลงใหลใคร่ลิ้มลองกันไปทั่ว

แต่ก่อนแต่ไรก็ปลูกกันแค่ในพื้นที่นั้น แต่ปัจจุบันระบาดไปทั่วทุกแห่งของพื้นที่เชียงราย !

ระยะหลังนี้เพื่อนเอามาฝากบ่อยถึงบ้าน บอกว่าเก็บจากสวน

เขาเก็บมามากเพื่อฝากกันทีก็หลายๆบ้าน เหมือนครั้งหนึ่งคนเชียงรายเห่อปลูกส้ม พอถึงฤดูก็เก็บเอาไปแว็กให้ผิวสวย แล้วบรรจุกล่อง ใส่รถขับตระเวนฝากบ้านนี้ทีบ้านโน้นที

ปลูกส้มกันไปสักปีสองปี ล้นตลาด เอารถเข้าไถทิ้ง บางรายขายที่ดินทิ้งไปเลย !!

ก็มาถึงคิวสับปะรดภูแลที่ถูกจุดกระแสขึ้นจากองค์กรในท้องถิ่น จากบางหน่วยงานเกษตร ที่ให้ข้อมูลว่าจีนต้องการเป็นจำนวนมาก ปลูกกันเท่าไหร่ก็ไม่พอขายแน่

ครับ อะไรๆที่ปลูกกันไว้ก่อนหน้าและราคาตกก็ได้ฤกษ์ไถทิ้ง แล้วปลุกภูแลแทน

เราจึงได้เห็นภาพโดยทั่วไปว่าหน้าบ้านหน้าร้านแต่ละแห่งในทุกวันนี้ ตั้งโต๊ะวางสับปะรดภูแลขายกันเกลื่อนตั้งกัน3วันเริ่มเน่าก็เอาไปทิ้ง ไปเก็บใหม่มาตั้งขายใหม่

วันก่อนเข้าพื้นที่ฮ่องอ้อ-ดอยฮางที่ปลูกสับปะรดกันสุดลูกหูลูกตา ชาวบ้านเล่าว่าพ่อค้าหน้าเดิมเข้ามาสั่ง 2 คันรถพ่วงจะส่งจีน ก็ดีใจกันยกใหญ่ วันมารับพ่วงแรกยังเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำกัน แต่รออยู่หลายวันพ่วงที่สองหายหน้าไม่มารับของสักที จนที่สุดรอจนเน่าเหม็นเสียหายไปหลายตัน

เหตุการณ์อย่างนี้มันหมายถึงอะไร ? บ่งบอกสัญญาณอะไรหรือเปล่า ?

หรือว่าเราต้องเจอกับเหตุการณ์เหมือนที่เกิดกับชาวไร่สับปะรดอุตรดิตถ์ !!

ข่าวของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดที่นั่น ตำบลห้วยมุ่น พันธุ์น้ำผึ้งตาตื้นผิวบาง ผลไม้เศรษฐกิจของจังหวัดนี้ มีพื้นที่ปลูกกว่า 28,000 ไร่ เคยมีพ่อค้ารับซื้อป้อนเข้าโรงงาน 70% อีก 30% บริโภคผลสด สร้างรายได้ปีละกว่า 400 ล้านบาท ปีนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดราว 144,000 ตัน ในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม เจอปัญหาใหญ่ราคาตกต่ำไม่มีพ่อค้ารับซื้อ

“ผลผลิตต้องเก็บเกี่ยววันละ 600 ตัน หรือครอบครัวละ 1 ตัน เป็นอย่างต่ำ แต่กลับมีพ่อค้าเข้ารับซื้อแค่วันละ 2-3 ตัน ทำให้ชาวไร่ต้องเฉลี่ยกันตัดครอบครัวละแค่ 200 กิโลกรัม แถมถูกกดราคารับซื้อเฉพาะเกรด A กิโลละแค่ 4 บาท ก็ต้องขายเพื่อนำรายได้จุนเจือครอบครัว”

เกษตรกรอีรายของที่นั่นบอกว่า ปีนี้ไม่มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อ จากที่เคยขายได้กิโลละ 10-15 บาท ปีนี้กิโลละ 50 สตางค์ ก็ยังไม่มีคนซื้อ นับเป็นความตกต่ำสุดในรอบ 50 ปี ??

ในที่สุดชาวสวนสับปะรดที่นั่นดูเหมือนจะเลียนแบบพืชเกษตรหลายๆ ชนิดของเมืองไทยแต่ละฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยการเฮโลขนขึ้นรถตั้งขบวนกันยาวเหยียดมุ่งหน้าสู่ลานเกษตร แล้วก็เผาทิ้งเพื่อเรียกหาความสนใจ พร้อมกับฝากความหวังถึงผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ให้เข้ามาดูแลเรื่องราคาและหาตลาดให้ด้วย !

เป็นสูตรสำเร็จของความล้มเหลวในภาคเกษตรไทยที่เห็นกันชินตา !

จึงน่าจะเป็นกรณีศึกษาสำหรับชาวเกษตรผู้ปลูกสับปะรดในบ้านเรา แม้จะมีส่วนแตกต่างกันบ้างในบางเรื่องแต่ลงท้ายค่อนข้างจะเหมือนกัน ยิ่งสัญญาณเตือนที่ฉายแววมาแล้ว ยิ่งทำให้น่าเป็นห่วงว่าเมื่อถึงเวลาจะรับมือกันทันหรือไม่ ??