เมื่อความเจริญเจ้ากรรมมาถึง !!

เมื่อความเจริญเจ้ากรรมมาถึง !!

            มันเป็นความยากลำบากใจอยู่ไม่น้อย ในยามที่เราต้องการให้บ้านเมืองที่เราอยู่ พัฒนาก้าวหน้าเจริญทัดเทียมที่อื่นๆ แต่ขณะเดียวกันเราก็ยังหลงใหลภาพเก่าๆที่สงบเงียบ ร่มรื่น ไม่พลุกพล่านจนรำคาญใจ

            เก็บความคิดจากหลายๆคนที่เคยพูดถึงความน่าอยู่อันเก่าก่อนของเมืองเชียงใหม่

            ว่าสมัยหนึ่งที่อากาศยังหนาวสมเป็นฤดูหนาว ผู้คนยังบริสุทธิ์ต่อโลกของเขา ต้นไม้ใบหญ้าประจำถิ่นเบ่งบานตามธรรมชาติอันควรจะเป็น คนที่มาเยือนสมัยนั้นต่างหลงใหลประทับใจในความเดิมๆเหล่านั้น ซึ่งหาไม่ได้แล้วในเมืองกรุง หรือจังหวัดอื่นที่พัฒนารุดหน้าด้วยสิ่งก่อสร้างสารพัน

            แต่ความหน้าหลงใหลนั้นก็อยู่กับเราได้ไม่นาน ?!

            เมื่อผู้คนต่างย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อาศัย มาทำมาหากิน สารพัดธุรกิจก็เกิดขึ้น ตามมาด้วยสถาบันการศึกษาน้อยใหญ่ที่คนนิยมส่งลูกหลานมาร่ำเรียน เกิดบ้านพัก โรงแรม ศูนย์การค้า ห้างใหญ่โต ร้านอาหารแปลกๆใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อน

            ภาพการใส่บาตรของคนเฒ่าคนแก่ริมถนนคูคลอง ข้าวนึ่งห่อใบตองตึงค่อยๆทยอยหายไป

            จากภาพความแออัดของตัวเมือง เริ่มกลืนกินชนบท !!

            จากตัวจังหวัดสู่ตัวอำเภอ ลึกไปถึงตำบล ไม่วายแม้หมู่บ้านหลายแห่งที่ธรรมชาติยังบริสุทธิ์ก็เริ่มมีผู้คนหลากหลายเข้าไปอยู่อาศัย ทำที่พัก ร้านกาแฟ ฯลฯ

            ในที่สุดหม้อน้ำต้นที่วางกันทุกหน้าบ้านเรือนก็หายไปอีก

            ใครที่ยังทันกับภาพประทับใจที่อำเภอปาย สมัยที่ยังไม่มีร้านเหล้าดนตรีร็อค และนานาคอฟฟี่ ที่ปายสมัยนั้นชาวบ้านเอาผลไม้พื้นเมืองมาขายริมทาง เขาจุดเทียน ตั้งตะเกียงน้ำมันกันวับๆแวมๆไม่มีสารพิษทั้งของที่ซื้อไปกินและนิสัยใจคออันบริสุทธิ์ชื่อของชาวบ้านในท้องถิ่น

            แบกเป้ถึงปายยุคนั้นขอนอนบ้านไหนก็ได้ กินบ้านไหนก็ต้อนรับ !

            แต่ปายวันนี้...จบนะ !! นอนรีสอร์ทคืนสามพันยันสามหมื่น ฟังเสียงบิ๊กไบค์  เดินสวนรถโฟวิลล์ ขายเหล้ากับสาวกรุงนุ่งสั้นเสมอหู แสงเทียนดับไปไฟฟ้ามาแทนดาวและเดือน คนเฒ่าคนแก่ยุคหนึ่งไม่อยากออกในเมืองเพราะรถราพลุกพล่านได้แต่จับเจ่าเฝ้าใต้ถุนเรือน และรำพันกับภาพอดีตที่เลือนหายไป

            คนเชียงรายก็เหมือนกัน..ต่างจับตาความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองอย่างหลีกเหลี่ยงไม่ได้ ในใจเสียดายเชียงใหม่ที่เปลี่ยนไปจนกลายเป็นเมืองรถติดราวกับเมืองกรุง แต่ก็ไม่แน่ใจว่าบ้านตัวเองจะเปลี่ยนไปรวดเร็วแค่ไหนด้วยความที่เป็นเมืองที่ผู้คนต่างถิ่นมุ่งหน้ามาหาธรรมชาติอันสวยงาม หาความสงบเงียบกันมากขึ้น

            ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องรับสภาพนั้นจนได้ !

            ฉะนั้นภาพที่เคยเห็นถนนสายเล็กๆมุ่งสู่แม่สาย-เชียงแสน ข้างทางมีลำเหมืองไหลริน ฉำฉาต้นใหญ่ให้พักร่มเป็นระยะ ชายคาบ้านแวะนั่งพักได้แบบไม่ต้องรอเชื้อเชิญ

            มันก็ทยอยหายไปหมดแล้ว !!

            ยุคนี้เราเริ่มมีอุโมงค์ลอดถนน มีสะพานรถข้าม มีสี่แยกยุ่งๆเข้าสนามบิน มีการตัดถนนวงแหวนมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น ในถนนสี่เลนของเรามีอุบัติเหตุจากรถวิ่งเร็วคร่าชีวิตติดอันดับสถิติรุนแรงไม่แพ้จังหวัดใหญ่อื่นๆ

            รั้งไม่ได้แต่ทำอย่างไรให้มันเป็นไปช้าๆเถิด

            และขอให้มันพัฒนาไปให้ถูกทิศทาง โดยเฉพาะไม่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพราะในที่สุดจะย้อนมาทำลายวิถีชีวิตผู้คนที่เคยดำรงค์มาช้านาน

            เช่น การจะระเบิดเกาะแก่งกลางลำน้ำโขง เพื่อเปิดทางให้เรือสินค้า เรือท่องเที่ยว ล่องไหลได้ระรื่น

            การอนุมัติโครงการที่ขาดการศึกษาอย่างถ่องแท้ ไม่สนใจข้อมูลคนพื้นถิ่น การทำประชาพิจารณ์โดยบริษัทที่รับเหมาจากรัฐ ต้องยอมรับว่าบางครั้งมันผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง ซึ่งเรื่องทำนองนี้นอกจากนี้ผู้คนในท้องถิ่นต้องตื่นตัวแล้ว องค์กรเอกชนต่างๆซึ่งมีผู้ต้องแผ่บทบาทให้เราได้อาศัยความคิด อาศัยการนำ ให้มากขึ้น

            ไม่มีใครรังเกียจความเจริญ !!

            เพียงแต่อย่าแค่มองความเจริญนั้นเฉพาะแค่วันนี้ แต่เราต้องมองถึงอนาคตและวันข้างหน้าเพื่อจะได้ไม่ต้องเหลียวหลังกลับมาดูอย่างผิดหวัง และเพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังต้องรับกรรมที่เขาไม่ได้ก่อเลย...